"สงกรานต์" กับ "วันสำคัญ"
วันที่ ๑๓ เมษายน นอกจากจะถือเป็นวันมหาสงกรานต์แล้ว ทางราชการยังได้กำหนดให้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ กับวันประมงแห่งชาติอีกด้วย ก็อาจมีข้อสงสัยกันว่าทำไมจึงต้องเจาะจงให้ความสำคัญกับวันที่ ๑๓ เมษาฯ กันเสียขนาดนั้น จึงขอนำเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องเป็นเหตุเป็นผลมาให้ทราบดังนี้
เราทราบกันอยู่แล้วว่าคนไทยเรานั้นมีสังคมครอบครัวที่อบอุ่น คนไทยได้รับการสั่งสมอบรมให้มีความเคารพรัก และกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ-แม่ และญาติผู้ใหญ่ ลูกๆ จะรับใช้ และช่วยพ่อ-แม่ทำการงานเมื่อตนเติบโตพอ และจะเป็นผู้เลี้ยงดูท่านในยามแก่เฒ่า ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ทำให้ผู้อยู่ในวัยทำงานต้องทิ้งถิ่นไปทำมาหากินที่อื่น ลูก ๆ ยังจะส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่เสมอ ถึงเทศกาลสงกรานต์ทีหนึ่งก็จะพากันกลับบ้านไปหาพ่อ-แม่ ไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ไปทำบุญร่วมกันในเสียหนหนึ่ง การที่บุตรหลานกลับไปหาพ่อ-แม่ก็ดี ไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ก็ดี ย่อมนำมาซึ่งความชุ่มชื่นหัวใจแก่ท่านเหล่านั้นเหมือนเป็นยาขนานเอกมาช่วยบำรุงจิตใจให้ดี อันจะส่งผลให้สุขภาพกายดีตามไปด้วย
ในทำนองเดียวกันผู้สูงอายุที่ขาดบุตรหลานดูแลเอาใจใส่ก็มีความทุกข์ใจ ทุกกาย ทางราชการได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องคงวัฒนธรรมอันดีงามนี้ไว้ ทั้งเห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดทำแผนระยะยาวในอันที่จะส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทุกคนในทุกด้าน ทั้งสุขภาพ อนามัย และ สังคมวัฒนธรรมรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในอนาคต จึงได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๕ กำหนดให้วันที่ ๑๓ เมษายน (อันเป็นวันชุมนุมลูกหลานและผู้สูงอายุอยู่แล้วในเทศกาลสงกรานต์) เป็น“วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ด้วย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นและให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ไม่หลงลืมไปว่าในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละท่านเหล่านั้นเป็นการสะสมความรู้และประสบการณ์ที่คนรุ่นหลังสามารถขอคำแนะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ และความรู้ประสบการณ์เหล่านั้นย่อมต้องถูกใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม และบ้านเมืองมาแล้ว ผู้สูงอายุจึงควรได้รับความนับถือตามสมควร มิได้เป็นภาระของสังคมแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องของ “วันประมงแห่งชาติ”นั้น เกิดขึ้นโดยความริเริ่มของสหกรณ์ประมงสมุทรสาครได้ทำหนังสือเสนอต่อรัฐบาล ขอให้กำหนดวันสำคัญเพื่อเป็นกำลังใจในการประกอบอาชีพประมงที่ต้องเสี่ยงต่อภัยอันตรายจากทะเล ซึ่งก็มีการพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอน ในที่สุดกรมประมงกับกองทัพเรือ เสนอว่าอาชีพประมงทะเลนั้น เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมาก แต่ก็เป็นอาชีพที่เสี่ยงภัยอันตรายจากทะเลด้วย นอกจากนั้น ชาวประมงยังเป็นอาสาสมัครแจ้งความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยแก่ประเทศให้ทางการได้ทราบเป็นการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองด้วย เพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของการประมงไทย เป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบอาชีพสุจริต และเพื่อให้ชาวประมงได้มีวันหยุดทำประมง ไปทำบุญกุศลด้วยการปล่อยปลาลงสู่ทะเลและแหล่งน้ำเพื่อให้ปลาขยายพันธุ์ชดเชยกันกับที่ได้ทำประมงมาตลอดปี ทั้งเป็นการสร้างทัศนคติในอนุรักษ์สัตว์น้ำ จึงได้มีการกำหนดให้วันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งเป็นวันที่คนไทยเรายึดถือเสมือนวันขึ้นปีใหม่ และทุกคนจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลาเป็นสิริมงคลอยู่แล้วนั้น เป็น“วันประมงแห่งชาติ” โดยในวันดังกล่าวชาวประมงจะได้หยุดทำการประมง แล้วทำบุญ กุศลด้วยการปล่อยปลาลงในแหล่งน้ำ และในทะเลเป็นการขยายพันธุ์ปลาด้วย
เมื่อได้กล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องกันของวันผู้สูงอายุแห่งชาติ วันประมงแห่งชาติกับวันสงกรานต์แล้ว ถ้าไม่พูดถึง“วันครอบครัว”ก็จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความรัก ความผูกพันกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวไทย ที่จะต้องมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในเทศกาลสงกรานต์ทั้ง พ่อ-แม่-ลูก-หลาน ไปจนถึงปู่-ย่า ตา-ยาย อันเป็นความอบอุ่น และเป็นวิถีทางที่จะทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง อันจะนำไปสู่การมีสมาชิกครอบครัวที่ดีต่อไป รัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหวัน จึงมีมติเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ กำหนดให้วันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปี เป็น “วันครอบครัว” และให้ถือเป็นวันหยุดอีกวันหนึ่ง เพื่อจะได้หยุดติดต่อกันกับวันที่ ๑๓ ทุกคนก็จะได้มีเวลาสำหรับครอบครัวมากขึ้นอีกวันหนึ่ง
ข้อมูลจาก : บทความพิเศษ ประกอบรายการของสถานีวิทยุ อสมท. เรื่อง “สงกรานต์” กับ “วันสำคัญ” ผลิตโดย งานบริการการผลิต ส่วนสนับสนุนการผลิตวิทยุ ฝ่ายออกอากาศวิทยุกรุงเทพ




















