ในหลวงของเรา

 

ชนชาติไทยเป็นชาติที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองมายาวนานและต่อเนื่อง แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์บ้าง แต่ก็ไม่เคยว่างกษัตริย์ และทุกพระองค์ก็ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมืองและประชาชนต่าง ๆ กันไปตามความจำเป็นหรือเหมาะสมสำหรับยุคสมัยนั้น ๆ   ไพร่บ้านพลเมืองเองก็มีความจงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด  และเนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระ-ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราช-จักรีวงศ์จะครบ  ๖๐  ปี   ณ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙  อันจะนับได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกด้วยเมื่อเทียบกับบรรดากษัตริย์ที่ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน จึงจะขออัญเชิญ พระราชกรณียกิจา นัปการ อันกอปรด้วยพระปรีชาสามารถ และพระเมตตาที่ได้ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย  ตลอดจนความจงรักภักดีที่ทวยราษฎร์มีต่อพระองค์มาเผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติตลอดปีแห่งการเฉลิมฉลองดังต่อไปนี้


พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา

ในเรื่องของการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาของชนชาติไทย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่หลายทาง  ไม่ว่าจะจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศก-มหาราชเข้ามาทางอาณาจักรสุวรรณภูมิ  (ปัจจุบันคือนครปฐม)   เมื่อปี พ.ศ.๒๓๔  หรือจากศิลาจารึกเก่าแก่ชื่อว่า “จารึกอาณาจักรน่านเจ้า”   ที่เชื่อกันว่ากระทำโดยนักปราชญ์จีน “เชงเหว” เมื่อปี พ.ศ.๑๓๐๙ จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่โบราณกาล  และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ก็ล้วนทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อการทำนุบำรุงและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาสืบต่อมาทั้งสิ้น แม้องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ได้ทรงแสดงพระราชปณิธานไว้ในนิราศท่าดินแดงว่า

“ตั้งใจจะอุปถัมภก               ยอยกพระพุทธศาสนา
 จะป้องกันขอบขัณฑสีมา     รักษาประชาชนและมนตรี”

ซึ่งก็ได้ทรงปฏิบัติตามพระราชปณิธานนั้นมาโดยตลอด  และพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มาก็ได้ทรงทำนุ-บำรุงพระพุทธศาสนาทุกพระองค์อย่างต่อเนื่องจนถึงรัชกาลปัจจุบัน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นทรงสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  ทรงเคยได้รับการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีมาก่อนแล้ว  ต่อมายังได้ทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง และทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง  จึงเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงแถลงพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทต่อมหาสมาคม    อันประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และคณะทูตานุทูตความตอนหนึ่งว่า

“โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง  เนื่องในบรรดาสัจธรรมคำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี ซึ่งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมด้วย  และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระเชษฐาธิราช ก็ล่วงมากว่าสิบปีแล้ว  เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทำตามความตั้งใจไว้นั้นแล้วประการหนึ่ง     อนึ่ง การที่องค์สมเด็จพระสังฆราชหายประชวรมาได้ในคราวประชวรครั้งหลังนี้ก่อให้เกิดความปิติยินดีแก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก  ได้มาคำนึงว่าถ้าในการอุปสมบทของข้าพเจ้า ได้มีองค์สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์    แล้วก็จักเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาเคารพในพระองค์ท่านของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมอีกประการหนึ่ง   จึงได้ตกลงใจที่จะบรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดือนนี้”

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในวันที่ ๒๒  ตุลาคม  พ.ศ.๒๔๙๙   โดยสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (มรว.ชื่น นพวงศ์)   ฉายาสุจิต.โต  วัดบวรนิเวศวิหารทรงเป็นพระราชอุปัชฌาย์ ทรงได้รับพระสมณนามว่า “ภูมิพโลภิกขุ”

ระหว่างทรงผนวชได้เสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร มีพระนามของพระพุทธรูปว่า พระพุทธนาราวันตบพิตร  ระหว่างที่ทรงผนวชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญพระราชจริยาวัตรดุจพระนวกะทั่วไป  ทรงศึกษาพระธรรม และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด  นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรได้เฝ้าถวายธูปเทียน-ดอกไม้ทุกวัน  แล้วได้ทรงนำธูปเทียน-ดอกไม้นั้นไปถวายสักการะบูชาพระรัตนตรัยในโอกาสเสด็จทำวัตรเป็นประจำทุกเช้าทุกเย็น  ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินออกทรงรับบาตรจากประชาชนทั่วไปอีกด้วย  ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงอยู่ในสมณเพศนั้น ได้ทรงตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ซึ่งก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจได้เป็นที่เรียบร้อย  ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระอภิไธยให้เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙


ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นผู้ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาจนรอบรู้หลักธรรมอย่างละเอียด  แจ่มแจ้ง  และลึกซึ้ง   แต่พระองค์ก็มิไดทรงกีดกันศาสนาอื่น  ตรงกันข้ามกลับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อทุกศาสนา   ดังพระราชกรณียกิจที่จะขออัญเชิญมาบางส่วนดังนี้

ในทางพระพุทธศาสนา

นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพอพระราชหฤทัยที่จะฟังธรรม – สนทนาธรรมกับพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและปฏิบัติธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกื้อหนุนพระพุทธศาสนาอีกนานัปการ เช่น  

  • พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่สามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค  เมื่อจะอุปสมบทให้เป็นนาคหลวง 

  • โปรดเกล้าฯ ให้จัดรายการธรรมะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่    ทางสถานีวิทยุอ.ส.  เพื่อเผยแพร่ศีลธรรม  

  • โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูป ภ.ป.ร., พระพุทธนวราชบพิตร และพระพุทธรูปพิมพ์หรือพระกำลังแผ่นดินที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อจิตรลดา” 

  • โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานกรรมการอำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามจนเสร็จสมบูรณ์งดงาม ทันงานฉลองสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี (เริ่มดำเนินการ พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ.๒๕๒๕)  เสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  ทั้งยังเสด็จพระราช-ดำเนินร่วมพิธีทางศาสนาตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯ เนืองๆ

  • ปี พ.ศ.๒๕๒๘  ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการสังคายนาตรวจชำระพระไตรปิฎก  ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จทันวันที่  ๕  ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๐  ในมหามงคลวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ  ได้พิมพ์แล้วเสร็จทั้งฉบับบาลีและฉบับแปลเป็นภาษาไทย  ประเทศไทยมีการศึกษาพระไตรปิฏกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  และได้มีการแปลเป็นภาษาไทยบางส่วนสืบต่อมาโดยตลอด แต่การแปลมาแล้วเสร็จครบชุดในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้เอง  ทั้งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๑  มหาวิทยาลัยมหดิลยังได้นำข้อความในพระไตรปิฎกรวมหลายสิบล้านตัวอักษรเป็นจำนวน  ๔๕  เล่ม   เข้าจานแม่เหล็กชนิดแข็ง(HARD  DISK)  เพื่อนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์  ให้สามารถเรียกคำไหน  ในเล่มใด  หน้าใดก็ได้มาปรากฎในจอภาพทันที  นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีพระไตรปิฎกภาษาบาลีฉบับคอมพิวเตอร์อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของประเทศไทย  ซึ่งก็ได้สำเร็จลงในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยเช่นกัน  

    ต่อมายังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการเพิ่มข้อความภาษาบาลีในหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่า “อรรถกถา”  และคำอธิบายอรรถกถาที่เรียกว่า “ฎีกา” รวมเป็นหนังสือทั้งสิ้น ๙๘ เล่ม  ให้สามารถเรียกข้อความที่ต้องการมาปรากฎในจอภาพ และพิมพ์ข้อความนั้นเป็นเอกสารได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที  ซึ่งงานนี้สำเร็จก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔  นับเป็นพระราชกรณียกิจที่ส่งเสริมและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญยิ่ง  เป็นความสำเร็จที่มีคุณค่าสูงต่อการศึกษาค้นคว้าของวงวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั่วโลกทีเดียว  มิใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น 


ศาสนาอื่น ๆ ในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเกื้อหนุนแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น  หากแต่ได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ทุกศาสนาในประเทศไทยอย่างทั่วถึง ได้เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานของทุกศาสนาตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จ ทั้งยังได้พระราชทานพระ-ราชทรัพย์ส่วนพระองค์บำรุงศาสนาต่าง ๆ ตามสมควรเมื่อผู้แทนองค์การศาสนาได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรเนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี

มีสิ่งที่ประวัติศาสตร์ควรจารึกเพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการที่พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพุทธมามกะ แต่ทรงมีพระราชดำริให้แปลคัมภีร์ของศาสนาอื่น ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้นายต่วน  สุวรรณศาสน์  อดีตจุฬาราชมนตรี จัดตั้งกรรมการแปลและพิมพ์พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ซึ่งเป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาอิสลามจากภาษาอาหรับเป็นภาษาไทย  เพื่อให้ชาวไทยมุสลิมได้ศึกษาเล่าเรียนศาสนาของตนได้โดยสะดวก  ซึ่งก็ได้แปลเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๕ แล้วได้แจกจ่ายไปยังมัสยิด  ห้องสมุด  และผู้สนใจทั่วประเทศ



พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อการศาสนาทุกศาสนาที่กล่าวมานี้เป็นเเพียงส่วนหนึ่งที่ทรงปฏิบัติจริงทั้งหมด     เป็นโชคดีของชาวไทยและผู้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทั้งหลายแล้วที่มีโอกาสอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร  สมควรที่ทุกคนจะได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตอบแทนด้วยการเป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์และเป็นพลเมืองดีของชาติตลอดไป

พระร้อยรัดดวงใจไทยทั้งผอง

ยิ่งนับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระเมตตาโดยทรงมีพระราชประสงค์ให้พสกนิกรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   พสกนิกรชาวไทยเองไม่ว่าจะเชื้อชาติใดก็มีความรัก  ความเทิดทูน และผูกพันต่อพระองค์เพิ่มทวีขึ้นอย่างประมาณมิได้เช่นกัน



นายวาเด็ง  ปูเตะ  ชาวไทยมุสลิม  วัยกว่า ๖๐ ปี   เจ้าของสวนผลไม้และสวนยางแห่งริมคลอง-ตุเวะ  สายบุรี  ปัตตานี  ได้มีโอกาสเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด โดยไม่ทันรู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน   ในชุดเครื่องแต่งกายที่ใครก็นึกไม่ถึงคือ มีแต่เครื่องนุ่ง ไม่มีเครื่องห่มคือไม่สวมเสื้อระหว่างเสด็จฯ ทอดพระเนตร พรุแฆแฆและสภาพคลองตุเวะว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับจะผันเข้าสู่คลองส่งน้ำขนาดใหญ่หรือไม่  

ซึ่งนายวาเด็ง ปูเต๊ะ ตอนนั้น ยังไม่ค่อยเชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาอยู่ในป่าในเขาแบบนี้ จึงคิดว่าผู้ที่มาบอกโกหก ขนาดมาพบพระองค์แล้ว นายวาเด็ง ปูเต๊ะ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นในหลวงจริงหรือเปล่า จึงแอบหยิบเงินใบละ ๑๐๐ บาท กับใบละ ๒๐ บาทขึ้นมาดู จึงแน่ใจว่าเป็นพระองค์เสด็จฯ มาจริง ๆ 

ซึ่งนายวาเด็งก็ได้กราบบังคมทูลฯ ตอบข้อซักถามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยภาษาพื้นบ้านของตนอย่างฉาดฉาน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงถือพระองค์  นายวาเด็งนั้นปิติล้นเหลือ  กราบบังคมทูลฯ ว่า พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาเยี่ยมทั้งทีไม่มีอะไรจะถวายเลย  ผลไม้ในสวนก็เพิ่งเก็บไปขาย  ได้เงินซื้อเครื่องปั๊มน้ำมา ๑ เครื่อง  ทั้งสวนขณะนี้เหลือทุเรียนอยู่ผลเดียว ดิบเสียด้วยหลายคนก็แย้งว่าลุงยังมีเครื่องปั๊มน้ำใหม่อยู่ด้วย นายวาเด็งตอบอย่างเด็ดเดี่ยวอย่างไม่เสียเวลาคิดว่า ถอดเอาขึ้นรถและขนไปเลย ขอถวายพระเจ้าอยู่หัว   

การพูดนั้นไม่ได้พูดเล่น แววตาฉายความสุขในการที่จะสละสมบัติชิ้นเดียวที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงงานทั้งปีถวายพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวลอย่างมีความสุข (ดารี  ข่มอาวุธ  เขียนโดยอ้างบันทึกการตามเสด็จของมนูญ  มุกข์ประดิษฐ์) 

อีก ๑ ปีถัดมา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาพรุแฆแฆอีกครั้ง  นายวาเด็งก็ไปรอรับเสด็จอีก ซึ่งก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างเป็นกันเอง และยังได้โปรดเกล้าฯ ให้ติดตามพระองค์ขณะทรงงานตรวจเยี่ยมอีกด้วย     

// วาเด็ง ปูเต๊ะ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระสหาย //

 วาเด็ง ปูเต๊ะ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นพระสหาย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ โครงการพัฒนาพรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕

ในหลวงคงจะทรงลองใจ จึงตรัสถามขอที่ดิน เพื่อทำโครงการพระราชดำริ ด้วยความปลาบปลื้ม วาเด็ง ปูเต๊ะ จึงขอยกที่ดินถวายให้พระองค์ทันที ในหลวงจึงทรงแย้มพระสรวล และมีพระราชดำรัสว่าให้ วาเด็ง ปูเต๊ะ เป็นพระสหาย ตั้งแต่บัดนั้น ในหลวงตรัสเรื่องนี้ว่า

"วาเด็ง เป็นคนซื่อตรง จึงขอแต่งตั้งให้วาเด็งเป็นเพื่อนของในหลวง"


// ในหลวงตรัสให้วาเด็ง ปูเต๊ะ หยุดทำงานได้แล้ว //
 ล่าสุด ในหลวง ตรัสว่าให้วาเด็งหยุดทำงานได้แล้ว เพราะแก่แล้ว อายุมากแล้ว ทรงเป็นห่วงสุขภาพวาเด็ง กลัวว่าทำงานหนักจะไม่สบาย วาเด็ง ปูเต๊ะ ก็นั่งทบทวนคำตรัสของพระองค์ด้วยใบหน้าที่เต็มไป
ด้วยรอยยิ้มด้วยความภาคภูมิกับคำว่า "พระสหายแห่งสายบุรี" นอกจาก ละหมาดขอพระผู้เป็นเจ้าแล้ว วาเด็ง ปูเต๊ะ ยังเดินทางมาเยี่ยมพระอาการประชวรของในหลวงถึง รพ.ศิริราชด้วย

นายวาเด็ง ปูเต๊ะ  พระสหายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระสหายแห่งสายบุรี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคชรา อายุ 96 ปี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2555

นายวาเด็ง ปูเต๊ะ นับว่าเป็น "แบบอย่าง" ของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ เจียมเนื้อเจียมตัว และใช้จ่ายอย่างประหยัด เสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว โดยทำตัวเป็นแบบอย่างตามพระราชดำรัสของในหลวงที่รู้จักกิน รู้จักใช้ ตามวิถีชีวิตของชุมชนชนบทกับเศรษฐกิจพอเพียงมาจนถึงทุกวันนี้ สมควรได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างของคนดีคนหนึ่งในสังคมไทยทุกวันนี้

 

พระบรมราโชวาท

….ความสุขนี้โดยมากก็นึกถึงความสุขในทางวัตถุ  คือมีเงินทองมากที่จะไปใช้แสวงหาสิ่งที่ต้องการ    สำหรับหนุ่มๆ สาว ๆ ก็สำหรับไปเที่ยวไนท์คลับหรืออะไรทำนองนั้น    ซึ่งบางทีก็เรียกว่าความสุข  ก็ต้องมีเงินก่อน  เมื่อต้องมีเงินแล้วก็ต้องหาเงิน  การทำอาชีพเดี๋ยวนี้ยาก ก็ปล้นเขาง่ายกว่านี่เป็นกลไกของเรื่องที่ว่าทำไมเดี๋ยวนี้มีอาชญากรและอาชญากรรมมาก  คือเพราะต่างคนต่างแสวงหาความสุข  ถ้ามานึกดูดี ๆ  ตอนนี้เป็นหน้าที่ขององค์การสถาบันศาสนาทุกศาสนาที่จะแสดงให้เห็นว่าความสุขนี้นะคืออะไร   อย่าไปพูดบอกว่าความสุขคือไปเข้าสวดมนต์ภาวนาแล้วเห็นอะไร ๆ ต่าง ๆ  นั่นไม่ใช่ความสุข    ความสุขคือหาความสงบในจิตใจแท้ ๆ ของแต่ละคน   ข้อนี้เป็นจุดมุ่งหมายของทุกศาสนา การสั่งสอนของศาสนาที่แท้จริงก็คือสอนให้คนได้มีความสุขซึ่งมาจากความนิ่งในใจและความดี  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ถ้าแต่ละคนสามารถที่จะทำเช่นนี้แล้ว  แล้วก็เผื่อแผ่คนอื่นบ้าง  คนอื่นก็จะมีความสุขเหมือนกัน  ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันทั้งในทางวัตถุทั้งในทางจิตใจ…

พระราชทานแก่คณะผู้แทนองค์การศาสนา คณะครูและนักเรียน  วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๓



ข้อมูลจาก บทความพิเศษประกอบรายการของสถานีวิทยุ อสมท เรื่อง  “ในหลวงของเรา” ผลิตโดย งานบริการการผลิต  ส่วนสนับสนุนการผลิตวิทยุ  ฝ่ายออกอากาศวิทยุกรุงเทพ

- หนังสือพระมหาราชาผู้ปกครองแผ่นดินโดยธรรม : ธรรมสภา
- หนังสือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับการศึกษาไทย :สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ : สำนักนายกรัฐมนตรี
- หนังสือข่าวสำนักข่าวไทย : ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๙
- บทความพิเศษเรื่องพระเจ้าอยู่หัวติดดินของดารี ข่มอาวุธ :นิตยสารกุลสตรี : ๒๕๔๗ 
- บทความพิเศษเรื่องปลาร้องไห้ ที่บ้านปาตาตีมอ ของพลากร สุวรรณรัฐ : นิตยสารสกุลไทย :๒๕๔๘ 

- http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/01/08/entry-1


 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
#Trending now
AdGang59 ,Adgang60 ,ข่าวครู ,สื่อการสอน ,แผนการสอน ,เทคนิคการสอน ,สอบครู ,ข่าวครู ,admissions 59 ,admissions 60 ,ad59 ,ad60 ,admissions ,สอบตรง 59 ,รับตรง 59 ,สอบตรง 60 ,รับตรง 60 ,ข้อสอบรับตรง ,อาเซียน ,AEC ,ข่าวกิจกรรม ,ข่าวทุน ,ข่าวเด่น ,เรียนต่อ ,ทุน ,ทุนเรียนต่อ ,ทุนการศึกษา ,clearing house ,เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ,ค้นหาตัวเอง ,ปฎิทินสอบ ,ONET ,GAT ,PAT ,ติว ,ติว GAT ,ติว PAT ,GAT เชื่อมโยง ,โครงงานวิทยาศาสตร์ ,โครงงาน ,เรียนต่อต่างประเทศ ,ข้อสอบ ,คลังข้อสอบ ,ข่าว admissions ,แอดมิชชั่น ,สาระน่ารู้ ,โควตา ,แนะแนว ,สามเณร ,ธรรมะ ,ว.วชิรเมธี ,ธรรม ,ท่องเที่ยว ,คลิปเด็ด ,รวมคลิปเด็ด ,คลิปเด็ดแปลไทย ,ติวเข้ม ,สอบเข้า ,สอบสัมภาษณ์ ,สอบเข้า ม.1 ,สอบเข้า ม.4 ,สอบเข้าเตรียมอุดมฯ ,สอบเข้าสาธิต ,สอบเข้ามหิดล ,ทดลองวิทย์ ,ฮอร์โมน ,Hormone ,จักรยาน ,CU TEP ,TU GET ,สามเณรปลูกปัญญาธรรม ,truelittlemonk ,ของเล่นวิทยาศาสตร์ ,เพลงชาติไทย ,วิศวะ จุฬา ,บัญชี จุฬา ,สอบทุน ,Smart Exams ,TOEIC ,TOEFL ,สูตรลัดคณิตศาสตร์ ,วิสาขบูชา ,หน้าหนาว ,เชียงใหม่ ,เชียงราย ,เงินเดือนครู ,ครูผู้ช่วย ,สมัครสอบครู ,ข้อสอบ o-net ป.6 
กลับด้านบน