การทอดผ้าป่า

การทอดผ้าป่า

“กฐิน  -  ผ้าป่า”  สองคำ  สองประเพณีนี้ ผู้คนมักนิยมพูดติดต่อกันเสมอ เนื่องจากปัจจุบันการทอดผ้าป่ามักเป็นส่วนหนึ่งของการทอดกฐิน   คือเมื่อทอดกฐินเสร็จก็ทอดผ้าป่าตาม   โดยเรียกผ้าป่าชนิดนี้ว่า ผ้าป่าหางกฐิน

ในความเป็นจริง   การทอดผ้าป่านั้น ถึงแม้วัตถุประสงค์ของการทอดจะเหมือนกับกฐินตรงที่เป็นการถวายผ้าแด่พระภิกษุ เพื่อทำเป็นเครื่องนุ่งห่มสำหรับผลัดเปลี่ยน หรือทดแทนของเก่าที่ชำรุด แต่วิธีการทอดไม่เหมือนกัน และที่สำคัญคือการทอดผ้าป่าสามารถทำได้ตลอดปี ไม่ได้มีกำหนดเวลาเหมือนการทอดกฐิน  เนื่องจากมูลเหตุของการทอดผ้าป่ามาจากเมื่อสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์รับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุจึงต้องไปเที่ยวเก็บผ้าที่ชาวบ้านทิ้งแล้วตามที่ต่าง ๆ  เช่น ในป่า หรือไม่ก็ต้องเก็บผ้าห่อศพตามป่าช้า ซึ่งผ้าเหล่านี้เรียกว่าผ้าบังสุกุล  หรือผ้าเปื้อนฝุ่นมาทำความสะอาด ตัด เย็บปะติดปะต่อกันเป็นสบง จีวร หรือสังฆาฏิผืนใดผืนหนึ่ง  ชาวบ้านเห็นความลำบาก ดังนี้  ต้องการจะอนุเคราะห์จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ในป่าหรือตามที่ที่พระภิกษุจะต้องเดินผ่าน เมื่อพระภิกษุผ่านมาเห็นไม่มีเจ้าของท่านก็ชักผ้าบังสุกุลนั้นไป   ดังนั้นการทอดผ้าป่าในเวลาต่อ ๆ มาไม่ว่าจะมีการปรับปรุงรูปแบบของพิธีกรรมอย่างไร  ก็ตาม สิ่งที่ผู้ทอดผ้าป่าควรต้องปฏิบัติคือคงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการไว้ ได้แก่
          1. ควรมีผ้า
          2. ควรมีกิ่งไม้ปักไว้ด้วย
          3. ผู้ถวายต้องตั้งใจ ถวายอุทิศแด่ภิกษุสงฆ์ผู้ต้องการผ้าบังสุกุลอย่างเดียวไม่เจาะจงพระรูปหนึ่งรูปใด
ทั้งนี้เพื่อให้สมกับคำว่าผ้าป่า และได้ชื่อว่าเป็นผู้ถวายผ้าป่า  

“วตฺ ถโท  โหติ  วณฺณโท”     “ให้ผ้านุ่งห่ม  ชื่อว่าให้ผิวพรรณ”


เรียบเรียงจาก 
- ประมวลพิธีมงคลของไทย : จันทร์  ไพจิตร ป.9 สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช : 2520
- พุทธศาสนสุภาษิต : เสฐียรพงษ์  วรรณปก


ข้อมูลจาก : บทความพิเศษ ประกอบรายการของสถานีวิทยุ อสมท. เรื่อง  "การทอดผ้าป่า"  ผลิตโดย ส่วนสนับสนุนการผลิตวิทยุ งานบริการการผลิต ฝ่ายออกอากาศวิทยุ กรุงเทพ

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง