การเลิกทาสและเลิกไพร่
1. การเลิกทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินประชุมปรึกษาเพื่อปลดปล่อยทาส และมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ออกประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดอายุลูกทาสลูกไท" กำหนดค่าตัวลูกทาสที่เกิดในปีมะโรง พ.ศ. 2411 อันเป็นปีที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติให้มีค่าตัวลดลงเรื่อย ๆ และหมดไปเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 21
8 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ออก "ประกาศลูกทาส" เพื่อให้เจ้าเบี้ยนายเงินสำรวจลูกทาสในสังกัดเพื่อจะได้กำหนดค่าตัวได้ถูกต้อง
18 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ประกาศ "พระราชบัญญัติเกษียณอายุลูกทาสลูกไท" เพื่อให้มิราษฏรทั่วไปวิตกว่าจะไม่มีทาสไว้ใช้สอย
1 เมษายน พ.ศ. 2448 ประกาศใช้่ "พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก 124" กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นอิสระและห้ามการซื้อขายทาสอีก เป็นผลให้ทาสหมดไปจากสังคมไทย
2. การเลิกไพร่
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบไพร่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบ้านเมือง เพราะไพร่ต้องสังกัดมูลนายจึงย้ายที่อยู่ไม่ได้ เป็นการขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังกัด เกิดปัญหาเรื่องการควบคุมกำลังคน เพราะทางการไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พระองค์จึงทรงดำเนินงานหลายขั้นตอนเพื่อเลิกระบบไพร่โดยวิธีให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานดังนี้
3 มกราคม พ.ศ. 2443 ออก "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์จ้าง" กำหนดว่าตั้งแต่นี้ไป การเกณฑ์ราษฎรตลอดจนพาหนะเพื่อช่วยงานราชการให้ค่าจ้างตามสมควร ถ้าผู้ถูกเกณฑ์ต้องเสียส่วยหรือเงินค่าราชการให้ลดเงินได้
ใน พ.ศ. 2444 ออกพระราชบัญญัติห้ามการเกณฑ์แรงงานไพร่และพระราชบัญญัติเบี้ยบำนาญ พระราชบำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการแทนการพระราชทานไพร่สมให้ เป็นการสิ้นสุดการมีไพร่สมของมูลนาย
พ.ศ. 2448 ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 ให้ชายฉกรรจ์อายุครบ 18 ปี เข้ารับราชการทหารประจำการ 2 ปี แล้วปลดเป็นกองหนุน
การยกเลิกระบบไพร่ทำให้ประชาชนมีอิสระในการประกอบอาชีพ การศึกษาเล่าเรียน และเกิดระบบทหารอาชีพ หน้าที่ของชายไทยต่อประเทศมีจำนวนแน่นอนเพียง 2 ปีในเวลาปกติ สามารถเลือกประกอบอาชีพและเลือกที่อยู่อาศัยได้ตามใจชอบ และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ตามความต้องการของการขยายการค้าระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าการเลิกระบบไพร่มีความสำคัญยิ่งกว่าการเลิกระบบทาส เพราะเป็นการปลดปล่อยราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศให้มีอิสระอย่างแท้จริง
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
ศิริพร ดาบเพชร คมคาย มากบัว และประจักษ์ แป๊ะสกุล.ประวัติศาสตร์ไทย ม.4-ม.6. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.
1. การเลิกทาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินประชุมปรึกษาเพื่อปลดปล่อยทาส และมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ออกประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดอายุลูกทาสลูกไท" กำหนดค่าตัวลูกทาสที่เกิดในปีมะโรง พ.ศ. 2411 อันเป็นปีที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติให้มีค่าตัวลดลงเรื่อย ๆ และหมดไปเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 21
8 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ออก "ประกาศลูกทาส" เพื่อให้เจ้าเบี้ยนายเงินสำรวจลูกทาสในสังกัดเพื่อจะได้กำหนดค่าตัวได้ถูกต้อง
18 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ประกาศ "พระราชบัญญัติเกษียณอายุลูกทาสลูกไท" เพื่อให้มิราษฏรทั่วไปวิตกว่าจะไม่มีทาสไว้ใช้สอย
1 เมษายน พ.ศ. 2448 ประกาศใช้่ "พระราชบัญญัติทาษรัตนโกสินทร์ศก 124" กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นอิสระและห้ามการซื้อขายทาสอีก เป็นผลให้ทาสหมดไปจากสังคมไทย
2. การเลิกไพร่
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบไพร่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบ้านเมือง เพราะไพร่ต้องสังกัดมูลนายจึงย้ายที่อยู่ไม่ได้ เป็นการขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังกัด เกิดปัญหาเรื่องการควบคุมกำลังคน เพราะทางการไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พระองค์จึงทรงดำเนินงานหลายขั้นตอนเพื่อเลิกระบบไพร่โดยวิธีให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานดังนี้
3 มกราคม พ.ศ. 2443 ออก "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์จ้าง" กำหนดว่าตั้งแต่นี้ไป การเกณฑ์ราษฎรตลอดจนพาหนะเพื่อช่วยงานราชการให้ค่าจ้างตามสมควร ถ้าผู้ถูกเกณฑ์ต้องเสียส่วยหรือเงินค่าราชการให้ลดเงินได้
ใน พ.ศ. 2444 ออกพระราชบัญญัติห้ามการเกณฑ์แรงงานไพร่และพระราชบัญญัติเบี้ยบำนาญ พระราชบำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการแทนการพระราชทานไพร่สมให้ เป็นการสิ้นสุดการมีไพร่สมของมูลนาย
พ.ศ. 2448 ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 ให้ชายฉกรรจ์อายุครบ 18 ปี เข้ารับราชการทหารประจำการ 2 ปี แล้วปลดเป็นกองหนุน
การยกเลิกระบบไพร่ทำให้ประชาชนมีอิสระในการประกอบอาชีพ การศึกษาเล่าเรียน และเกิดระบบทหารอาชีพ หน้าที่ของชายไทยต่อประเทศมีจำนวนแน่นอนเพียง 2 ปีในเวลาปกติ สามารถเลือกประกอบอาชีพและเลือกที่อยู่อาศัยได้ตามใจชอบ และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ตามความต้องการของการขยายการค้าระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าการเลิกระบบไพร่มีความสำคัญยิ่งกว่าการเลิกระบบทาส เพราะเป็นการปลดปล่อยราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศให้มีอิสระอย่างแท้จริง
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
ศิริพร ดาบเพชร คมคาย มากบัว และประจักษ์ แป๊ะสกุล.ประวัติศาสตร์ไทย ม.4-ม.6. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.






















