พุทธสาวกและชาดก

พุทธสาวกและชาดก
ในสมัยที่พระพุทธองค์ประกาศศาสนาได้มีพุทธสาวกหลายท่านที่มีจริยวัตรที่งดงาม  และเป็นแบบอย่างที่ดีประวัติพุทธสาวกองค์สำคัญที่ควรศึกษาในชั้นนี้ได้แก่

พระโสณโกฬิวิสะ
             เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่งเดิมเป็นกุลบุตร  ชื่อ โสณะตระกลูโกฬิวิสะ  เป็นบุตรของอุสภเศรษฐีแห่งวรรณะแพศย์ ในเมืองกาฬจัมปากแคว้นอังคะ  โสณกุลบุตร  มีลักษณะพิเศษในร่างกาย  คือมีฝ่ามือและฝ่าเท้าที่อ่อนนุ่ม  และมีขนอ่อนขึ้นภายในรวมทั้งมีความเป็นอยู่ที่ดี  ได้รับการบำรุงบำเรอทุกประการ    อยู่ในปราสาท 3 ฤดู จึงได้สมญาว่าเป็นสุขุมาลโสณะ
           ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารทรงสดับกิตติศัพท์  ทรงรับให้โสณะเดินทางไปเฝ้าและให้แสดงขนที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าให้พระองค์ทอดพระเนตร  ในคราวนั้นโสณะมีโอกาสได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้สดับพระธรรมเทศนา  จึงเกิดความเลื่อมใสและขอบวช เมื่อบวชแล้ว  ท่านทำความเพียรอย่างแรงกล้าจนเท้าแตก  แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมพิเศษได้เลยจึงเริ่มท้อใจ  พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานโอวาทด้วยข้ออุปมาเรื่องพิณสามสาย   ซึ่งเปรียบได้กับการปฎิบัติธรรมที่ตึงเกินไป  หย่อนเกินไป  ย่อมไม่เกิดผลดี  แต่ควรปฎิบัติให้พอเหมาะสมพอดี  หรือทางสายกลาง  เมื่อพระโสณโกฬิวิสะสดับโอวาทของวาทของพระพุทธองค์แล้ว  ท่านได้ปฎิบัติตาม  ในไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหันต์  พระศาสดาทรงยกย่องว่าพระโสณโกฬิวิสะ  เป็นเอตทัคคะในทางปรารภความเพียร

ชาดก
เศษรฐีหนู
             จูฬปันถกะออกบวชในพระพุทธศาสนา  เป็นผู้ที่มีปัญญาทึบอย่างยิ่งพี่ชายบอกคาถา  1 คาถาให้ท่องตลอดเวลา 4 เดือน  ก็ท่องไม่ได้  จึงถูกพี่ชายขับไล่ เสียใจคิดจะสึก   พอดีพบพระพุทธเจ้า  พระองค์ทรงตรัสปลอบแล้วประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ให้ไปลูปคลำ พร้อมกับบริกรรมสั้นๆว่า "รโชหรณํ" ผ้านั้นหมองคลำ  เพราะมือลูบคลำอยู่เสมอ ทำให้จูฬปันถกะมองเห็นไตรลักษณ์และ
ได้สำเร็จพระอรหันต์
           เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่า   บรรดาภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงเรื่องที่พระองค์ทรงสอนพระจูฬปันถกะให้บรรลุธรรมได้ด้วยผ้าขาวผืนเดียว  จึงเป็นที่เลื่อมใสศัรทธาในพระคุณของพรพุทธองค์ยิ่งนัก  ในเวลาต่อมา  พระองค์ได้ตรัสว่า  จูฬปันถกะได้อาศัยเราผู้เป็นตถาคตได้บรรลุธรรมในชาตินี้  แม้ในชาติก่อนเธอก็ได้อาศัยเราเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ ตรัสเรื่องนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสจูฬปันถกะชาดก  ซึ่งมีเรื่องราวต่อไปนี้
              ในเมื่อครั้งก่อนโน้น  มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นผู้รอบรู้  อยู่มาวันหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน  ได้พบหนูตายตัวหนึ่งที่ถนน  เศรษฐีตรวจดูฤกษ์แล้วเอ่ยว่า"ผู้ใดเอาหนูตัวนี้ไปขาย  ผู้นั้นอาจเลี้ยงลูกเมียได้" เมื่อคนใช้ได้ยินดังนั้นจึงเอาหนูตัวนั้นไปขายให้คนเลี้ยงแมว  ได้เงินจำนวนหนึ่ง  แล้วเอาไปซื้อน้ำอ้อยไปคอยแจกคนเก็บดอกไม้หลวงที่กลางทางในเวลาเย็น  พวกคนเก็บดอกไม้หลวงได้ให้ดอกไม้แก่เขาคนละเล็กคนละน้อย  เขาเอาดอกไม้เหล่านั้นไปขาย และนำเงินที่ได้จากการขายดอกไม้เหล่านั้นไปซื้อน้ำอ้อยไปคอยแจกคนเก็บดอกไม้หลวงอีก  เมื่อได้เงินจำนวนมากขึ้น  เขาก็ซื้อน้ำอ้อยและหาบไปเลี้ยงพวกคนเก็บดอกไม้หลวง  กระทั่งถึงในสวน  เขาทำงานอยู่เช่นนี้จนได้เงินมากขึ้น
อยู่มาวันหนึ่ง  มีฝนตกและลมพัดแรงมากจนกระทั่งกิ่งไม้หลวงหักลงเป็นจำนวนมาก  เขาจึงขอกิ่งไม้กับคนสวน แล้วซื้อน้ำอ้อยไปแจกพวกเด็กเลี้ยงโคและวานให้ช่วยขนกิ่งไม้ออกไปวางกองไว้นอกสวนหลวง  จากนั้นก็นำไปขายให้ช่างหม้อหลวง  ได้เงินและหม้ออีกจำนวนมาก
              เมื่อเขานำเงินที่ได้มาไปซื้อน้ำใส่โอ่งใส่น้ำตั้งไว้ใกล้ประตูเมือง  พอพวกขายหญ้ามาขายหญ้ามาถึงเย็น  ก็ตักน้ำแจกพร้อมกับส่งน้ำอ้อยให้ พวกคนตัดหญ้าจึงขอบใจและถามว่า
ทำอย่างไรจึงจะตอบแทนคุณท่านได้บ้าง เขาจึงบอกว่าถ้ามีกิจให้ช่วยแล้วจะบอก  จากนั้นเขาก็เที่ยวคบเพื่อนที่เป็นพ่อค้าที่ขายทั้งทางบกและทางน้ำไว้เป็นเพื่อน
ต่อมาเพื่อนที่เป็นพ่อค้าทางบกบอกข่าวว่า  พรุ่งนี้จะมีพ่อค้าม้า  นำม้ามา 500 ผ่านทางนี้  เขาจึงไปหาพวกคนตัดหญ้าแล้วบอกว่าวันนี้ขอให้ท่านให้หญ้าแก่เราคนละฟ่อนแต่ถ้าหญ้าของเรายังขายไม่หมด  ขออย่าให้พวกท่านขายหญ้าของพวกท่าน พวกคนตัดหญ้าจึงนำหญ้าไปทิ้งไว้ที่บ้านของเขาคนละฟ่อนรวมเป็น 500 ฟ่อน เมื่อพ่อค้าม้าผ่านมาถึงก็ไม่สามารถซื้อหญ้าจากที่ไหนได้จึงไปขอซื้อหญ้าจากเขาแต่เพียงผู้เดียว  เขาก็ได้ขายหญ้าได้กำไรอย่างงาม 
            ต่อมาเพื่อนพ่อค้าทางน้ำก็มาบอกว่า  พรุ่งนี้จะมีสำเภา  500  ลำมาถึง  เขาจึงออกอุบายไปเช่ารถเศรษฐี  พร้อมกับบริวาทลงไปที่ท่าสำเภา และได้วางมัดจำสินค้าบนสำเภาไว้ทั้งหมด  จึงมีพวกพ่อค้ามาขอหุ้นด้วยเงินคนละพัน เขาก็ยอมรับ  และขายสอนค้าในสำเภาได้อีก  ภายในเวลาไม่นาน  เขาก็มีทรัพย์เป็นจำนวนมาก  จึงคิดถึงบุญคุณของเศรษฐี  และนำทรัพย์บางส่วนไปมอบให้ท่านเศรษฐี  เพื่อเป็นการตอบแทนเศรษฐีจึงถามว่าได้ทรัพย์มาจากไหน  เขาจึงเล่าให้ฟัง  เศรษฐีเห็นว่าเขามีปัญญา จึงยกลูกสาวให้เป็นภรรยา
คนรับใช้ในชาตินั้นคือ  พระจูฬปันถกะ  ส่วนเศษรฐี คือพระพุทธเจ้า

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก  :
เอกรินทร์  สี่มหาศาล  และคณะ.  พระพุทธศาสนา  ป.5.  พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพฯ  :  อักษรเจริญทัศน์.


 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
#Trending now
AdGang59 ,Adgang60 ,ข่าวครู ,สื่อการสอน ,แผนการสอน ,เทคนิคการสอน ,สอบครู ,ข่าวครู ,admissions 59 ,admissions 60 ,ad59 ,ad60 ,admissions ,สอบตรง 59 ,รับตรง 59 ,สอบตรง 60 ,รับตรง 60 ,ข้อสอบรับตรง ,อาเซียน ,AEC ,ข่าวกิจกรรม ,ข่าวทุน ,ข่าวเด่น ,เรียนต่อ ,ทุน ,ทุนเรียนต่อ ,ทุนการศึกษา ,clearing house ,เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ,ค้นหาตัวเอง ,ปฎิทินสอบ ,ONET ,GAT ,PAT ,ติว ,ติว GAT ,ติว PAT ,GAT เชื่อมโยง ,โครงงานวิทยาศาสตร์ ,โครงงาน ,เรียนต่อต่างประเทศ ,ข้อสอบ ,คลังข้อสอบ ,ข่าว admissions ,แอดมิชชั่น ,สาระน่ารู้ ,โควตา ,แนะแนว ,สามเณร ,ธรรมะ ,ว.วชิรเมธี ,ธรรม ,ท่องเที่ยว ,คลิปเด็ด ,รวมคลิปเด็ด ,คลิปเด็ดแปลไทย ,ติวเข้ม ,สอบเข้า ,สอบสัมภาษณ์ ,สอบเข้า ม.1 ,สอบเข้า ม.4 ,สอบเข้าเตรียมอุดมฯ ,สอบเข้าสาธิต ,สอบเข้ามหิดล ,ทดลองวิทย์ ,ฮอร์โมน ,Hormone ,จักรยาน ,CU TEP ,TU GET ,สามเณรปลูกปัญญาธรรม ,truelittlemonk ,ของเล่นวิทยาศาสตร์ ,เพลงชาติไทย ,วิศวะ จุฬา ,บัญชี จุฬา ,สอบทุน ,Smart Exams ,TOEIC ,TOEFL ,สูตรลัดคณิตศาสตร์ ,วิสาขบูชา ,หน้าหนาว ,เชียงใหม่ ,เชียงราย ,เงินเดือนครู ,ครูผู้ช่วย ,สมัครสอบครู ,ข้อสอบ o-net ป.6 
กลับด้านบน