ชาวพุทธตัวอย่าง

ชาวพุทธตัวอย่าง
๑)  พระโสณะและพระอุตตระ
   พระโสณะและพระอุตตระเป็นชาวอินเดีย  มีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรที่  ๓  ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  ไม่ปรากฎประวัติก่อนบวช  ปรากฎแต่ว่า  เมื่อท่านทั้งสองอุปสมบทแล้วเป็นผู้มีความแตกฉานในพระไตรปิฎกและเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย  และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช  โดยท่านทั้งสองได้รับมอบหมายให้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุววณภูมิ
   เมื่อครั้งที่พระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ  มีเรื่องเล่าว่า  ในสมัยนั้น  ประชาชนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวผีเสื้อสมุทรซึ่งมักจับทารกกินเป็นอาหาร  ท่านทั้งสองได้สร้างขวัญกำลังใจ  ทำให้ประชาชนหายหวาดกลัวโดยใช้อุบายธรรมนำ  "พรหมชาลสูตร"  ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความเห็นผิดมาเทศนา  และได้เปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์  รวมทั้งสมาทานศีล  ๕  ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  จนพากุลบุตรและกุลธิดามาบวช  ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิ  และเจริญสืบเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

   คุณธรรมที่ถือเป็นแบบอย่าง
 ๑)  เป็นสาวกที่ดีของพระพุทธเจ้า 
     พระโสณะและพระอุตตระ  แม้จะเกิดไม่ทันสมัยพุทธกาล  แต่เมื่ออุปสมบทแล้ว  ท่านทั้งสองได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน  มีความรู้  ความสามารถ  จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมฑูลในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดน
 ๒)  เป็นผู้มีขันติสูงยิ่ง 
     พระโสณะ  พระอุตตระ  และคณะต้องเดินทางจากอินเดียมายังสุวรรณภูมิซึ่งไกลและใช้เวลามาก  ย่อมประสบกับความลำบากมากมาย  แต่ท่านทั้งสองก็ไม่ย่อท้อ  ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ของพระพุทธศาสนา  จึงอดทนต่อสู้ต่อความเหนื่อยยาก
 ๓)  เป็นผู้มีความสามารถในการถ่ายทอดพระธรรม 
     เมื่อพระโสณะและพระอุตตระเดินทางมายังสุวรรณภูมิ  พบว่าประชาชนกำลังหวาดกลัวผัเสื้อสมุทร  ท่านทั้งสองได้สร้างขวัญและกำลังใจ  ทำให้ประชาชนหายหวาดกลัว  โดยใช้อุบายธรรมนำ  "พรหมชาลสูตร"  ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความเห็นผิดมาเทศนา

๒)  พระเจ้าอโศกมหาราช
   พระเจ้าอโศกมหาราช  ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสาร  กษัตริย์ราชวงศ์โมริยะ  แห่งเมืองปาฏลีบุตร  แคว้นมคธ
   ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดา  พระเจ้าอโศกซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอุปราชครองเมืองอุชเชนี  แคว้นวันตี  ได้กลับมาเมืองปาฏลีบุตรแล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วยการสำเร็จโทษพระภาดา  (พี่ชายน้องชาย)  ต่างพระราชมารดา  ทั้งหมด  ๙๙  พระองค์  ยกเว้นติสสกุมาร  ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมพระราชมารดาเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้พระเจ้าอโศกจึงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  จัณฑาโศก  ซึ่งแปลว่า  อโศกผู้ดุร้าย  แต่ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงหันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา  และได้ทรงประกอบพระราชกิจอันเป็นการบำรุงพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่  จึงได้ทรงรับการขนานนามใหม่ว่า  ธรรมาโศก  ซึ่งแปลว่า  อโศกผู้ทรงธรรม
   สาเหตุที่พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนา  มีกล่าวไว้ว่าเป็นเพราะพระองค์ทรงสลดพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  ในคราวที่ทรงยกกองทัพไปปราบแคว้นกลิงคะ  เพื่อขยายอาณาเขตออกไปทางใต้
   อย่างไรก็ตาม  ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาอรรถกถา  กล่าวถึงสาเหตุที่พระเจ้าอโศกได้ทอดพระเนตรเห็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งนามว่า  นิโครธ  เดินบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม ผ่านลานพระราชวัง  ทรงเกิดความเอ็นดูเยี่ยงบุตรขึ้นมาทันที  จึงให้คนไปนิมนต์สามเณรนิโครธมาสนทนาและทรงขอให้แสดงธรรมให้ฟัง  สามเณรนิโครธได้กล่าวพุทธวจนะขึ้นมาบทหนึ่งว่า  "ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย  ความประมาทเป็นทางแห่งแห่งความตาย  คนที่ประมาทถึงมีชีวิตอยู่  ก็เปรียบเสมือนคนตายแล้ว"  พระเจ้าอโศกซาบซึ้งในรสพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง  จึงกล่าวปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกชนตั้งแต่บัดนั้น

   คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
 ๑)  ทรงเป็นผู้มั่นคงในพระรัตนตรัยและเป็นอุบาสกที่ดี
 
     เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา  ทรงมั่นคงในพระรัตนตรัย  ทรงเอาพระทัยใส่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  เช่น  ถวายความอุปถัมภ์พระสงฆ์  สร้างวัดและเจดีย์  ตลอดจนสนับสนุนการสังคายนาและชำระสังฆมณฑลให้บริสุทธิ์  รวมทั้งส่งคณะธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดน
 ๒)  ทรงมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง 
     เมื่อพวกเดียรถีย์ปลอมตัวมาบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมากจนทำให้เกิดความแตกสามัคคีกันในสังฆมณฑล  พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งมหาอำมาตย์คนหนึ่งไปไกล่เกลี่ย  แต่มหาอำมาตย์คนดังกล่าวกลับบันดาลโทสะฆ่าพระภิกษุไปหลายรูป  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของมหาอำมาตย์คนนี้  โดยทรงตำหนิว่าเป็นความผิดของพระองค์เอง  และทรงไถ่โทษด้วยการสนับสนุนให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยและชำระพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์
 ๓)  ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางและให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา 
     พระเจ้าอโศกมหาราช  แม้จะทรงนับถือพระพุทธศาสนา  แต่ยังพระราชทานความอุปถัมภ์แก่ลัทธิศาสนาอื่น  รวมทั้งพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชน
 ๔)  ทรงเป็นมหาราชในอุดมคติ 
     พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเลิกใช้วิธีที่รุนแรง  แต่ทรงใช้ธรรมะเป็นหลักในการปกครอง  ทรงสถาปนาระบอบธรรมราชา

 

 

 

 

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก  :
สุริวัตร  จันทร์โสภา.  พระพุทธศาสนา  ม.1.  พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพฯ  :  อักษรเจริญทัศน์.

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
#Trending now
admission 58admissionAd58AdGang58อาเซียนaecเกมเกมส์คิดเลขเกมคณิตศาสตร์วาตภัยภัยธรรมชาติพายุฟิลเลอร์กลูต้ากลูต้าไธโอนกลูต้าผิวขาวผลเสียกลูต้าผลเสียฟิลเลอร์ข่าวข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบสพฐศธเปิดเทอมunseen Thailand travel amazingประกาศผลONETGAT PATติวติวGATเชื่อมโยงภาษาญี่ปุ่นความถนัดภาษาจีนรายงานเกษตรห้องเรียนกลับทางเกมส์การเรียนรู้โรงเรียนพ่อแม่ข่าวการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าวadmissionสอบตรงสอบตรง58แอดมิชชั่นข่าวกิจกรรมสาระน่ารู้รับตรงรับตรง58โควตาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์สังคมภาษาไทยแนะแนวกลอนสามเณร ถ่ายทอดธรรมะว วชิระเมธีดูย้อนหลังไฮไลท์liveธรรมบรรพชาวันพระวันโกนฝนฤดูฝนสุขภาพหน้าฝนเข้าพรรษาตักบาตรฮา ๆ น่ารัก ท่องเที่ยวคลิปเด็ดคลิปรวมคลิปเด็ดeco tripเที่ยวต่างประเทศติวเข้มสอบเข้าสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า เตรียมสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลสอบเข้าสวนกุหลาบทดลองวิทย์โทษข่มขืนประหารชีวิตสืบ นาคะเสถียรปิยะมหาราชเก่งอังกฤษฮอร์โมนcar free dayจักรยานcu tepรับน้องชิงรางวัลrising sunทัวร์ถูกสอบเข้า ม.1อีโบล่าตึกถล่มpage9เพจ 9kaoplookpanyaสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonk 
กลับด้านบน