กีฬาไทย

กีฬาไทยเป็นกีฬาที่มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับวิถีชิวิตและวัฒนธรรมของท้องถินและสังคมไทย เช่น ตะกร้อ มวยไทย เป็นต้น

     สำหรับบทความนี้ จะขอนำเสนอกีฬาตะกร้อ ซึ่งเป็นกีฬาไทยที่นิยมเล่นกันมานาน และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นเพราะอุปกรณ์หาง่าย ไม่ใช้พื้นที่ในการเล่นมาก ไม่จำกัดลักษณะและรูปร่างของผู้เล่น

     ผู้ที่เล่นตะกร้อเป็นประจำจะมีร่างกายแข็งแรง มีความคล่องแคล่วว่องไวมีอารมณ์เยือกเย็น สุขุมรอบคอม อีกทั้งทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน

๑ การสร้างความคุ้นเคยกับลูกตะกร้อ

   การสร้างความคุ้นเคยกับลูกตะกร้อ เพื่อให้รู้ลักษณะการเคลื่อนที่ของลูกตะกร้อ ได้ฝึกประสาทตาและร่างกายส่วนที่จะสัมผัสกับลูกตะกร้อให้เกิดความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ทำได้หลายวิธี เช่น

๑)  โยนลูกตะกร้อมือเดียว แล้วรับลูกด้วยมือข้างนั้น

๒)  โยนลูกตะกร้อขึ้นไปแล้วให้ลูกตกพื้น เมื่อลูกกระดอนขึ้นก็จับไว้

๓) ใช้เท้าเลี้ยงลูกตะกร้อไปกับพื้น

๔)  ใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสลูกตะกร้อ เช่น เตะ เข่า โหม่ง

๕)  กลิ้งลูกตะกร้อไปข้างหน้าด้วยมือเดียวโดยสลับมือซ้ายและมือขวา

๖)  ใช้หัวเข่าหนีบลูกตะกร้อไว้แล้วกระโดดสลับกันไปทุกทิศ

๗)  รับและส่งลูกตะกร้อด้วยสองมือกับคู่ในระดับต่าง ๆ

๘)   โยนลูกตะกร้อ ๒ ลูกสวนกัน ให้คนหนึ่งโยนสูง อีกคนหนึ่งโยนให้ต่ำกว่า ทั้งคู่พยายามรับลูกที่คู่โยนมาให้ได้

๒ ทักษะเบื้องต้นในการเล่นตะกร้อ

     ๑) การยืนในท่าเตรียม

ยืนแยกเท้าห่างกัน ๑ ช่วงไหล่ งอเข่าเล็กน้อย ลำตัวตรงหรือเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ตามองลูกตะกร้อตลอด

    ๒) การเตะลูกตะกร้อมีหลายวิธี ดังนี้

        (๑) การเตะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ยืนในท่าเตรียมพร้อม เมื่อลูกตะกร้อลอยมา ให้ย่อเข่าเล็กน้อย ยกเท้าข้างที่ถนัดขึ้นเตะลูกตะกร้อในลักษณะหงายเท้า ลูกตะกร้อจะถูกข้างเท้าด้านในบริเวณใต้ตาตุ่มลงไป ข้อเท้าเกร็งปลายเท้าและส้นเท้าขนานกับพื้น แบะเข่าออกด้านข้างเพื่อให้เตะได้ง่ายขึ้น

       (๒) การเตะลูกตะกร้อด้วยหลังเท้า มักใช้เล่นกับลูกที่มีระยะห่างตัวและไม่สามารถเล่นด้วยเท่าอื่นได้ทัน โดยให้ย่อเข่าเล็กน้อย ยกเท้าข้างที่ถนัดเตะด้วยหลังเท้า ให้ลูกตะกร้อโดนเท้าบริเวณโคนนิ้วเท้า ปลายเท้างุ้ม เหยียดเท้าที่ไม่ได้เตะลูกในลักษณะเขย่งส้นเท้า เพื่อช่วยให้เกิดแรงส่งมากขึ้น

       (๓) การเตะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านนอก มักใช้กับลูกที่พุ่งเข้ามาหาตัวด้านข้างอย่างแรง ทำโดยให้ย่อเข่า เอี้ยวตัวบิดไปทางตรงข้ามกับเท้าข้างที่ใช้เตะแล้วพับข้างเท้าที่ใช้เตะมาด้านนอกตัว งอปลายเท้าและเกร็งให้ตะกร้อโดนเท้าบริเวณใต้ตาตุ่มด้านนอก ระยะที่เท้าสัมผัสลูกคือระดับเข่าของผู้เตะ

   ๓) การเล่นลูกตะกร้อมีวิธีปฎิบัติหลายวิธี ดังนี้

      (๑) การเล่นลูกด้วยเข่า มักใช้เล่นเมื่อต้องการจะตั้งลูกไว้เพื่อพักลูกหรือเล่นลูกอื่นต่อไป โดยก้าวเท้าข้างที่ไม่ถนัดมาข้างหน้าแล้วย่อเข่าทำมุมกับพื้นไม่ควรเกิน  ๙๐ องศา ปลายเท้าชี้ลงสู่พื้น ลูกตะกร้อจะโดนขาบริเวณเหนือสะบ้าขึ้นมา

      (๒) การเล่นลูกด้วยศีรษะ มักใช้เล่นกับลูกที่ลอยมาเหนือศีรษะ โดยยืนในท่าเตรียม ย่อเข่าเล็กน้อยตามองที่ลูกตะกร้อ เมื่อลูกตะกร้อลอยต่ำลงมาในระยะที่จะโหม่งได้ ให้สปริงข้อเท้า เหยียดลำตัวและเท้าทั้งสองข้างขึ้นตามแรงโหม่ง และขณะโหม่งไม่ควรหลับตา

    ๔) การเดาะลูกมีวีธีปฎิบัติหลายวิธี ดังนี้

       (๑) การเดาะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน เตะลูกด้วยข้างเท้าด้านในเบา ๆ หักข้อเท้าขึ้นข้างบนมาก ๆ บังคับให้ลูกตะกร้อกระดอนขึ้นมาเป็นแนวตรง

       (๒) การเดาะลูกด้วยหลังเท้า เตะลูกตะกร้อด้วยหลังเท้าเบา ๆ ซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง ลูกจะถูกหลังเท้าค่อนไปทางหลายเท้า บริเวณโคนนิ้วใช้ปลายเท้าตวัดลูกตะกร้อให้ลอยขึ้นมาตรง ๆ

       (๓) การเดาะลูกด้วยเข่า ให้ขาท่อนบนตั้งฉากกับขาท่อนล่าง เดาะลูกด้วยเข่าโดยใช้ส่วนบนของเข่าในการเดาะลูก

   ๕) การพักลูกมีวิธีปฎิบัติหลายวิธี ดังนี้

       (๑) การพักลูกด้วยข้างเท้าด้านใน เหวี่ยงเท้าขึ้นเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านในเบา ๆ ไม่ควรหงายเท้ายกขึ้นสูงเกินไป และผ่อนเท้าตามลูกตะกร้อเล็กน้อย

       (๒) การพักลูกด้วยหลังเท้า ให้ยกเท้าข้างที่ถนัดขึ้นเตะพักลูกเบา ๆ โดยยให้ลูกถูกบริเวณหลังเท้าเหนือโคนนิ้วเท้า แล้วผ่อนเท้าตามลูกเล็กน้อย

       (๓) การพักลูกด้วยเข่า เคลื่อนตัวเข้าหาลูก ยกเท้าที่ถนัดขึ้นพักลูกด้วยเข่า และผ่อนเข่าตามลูกลงมาด้วยเล็กน้อย การยกเข่าขึ้นพักลูกจะต้องใช้ขาท่อนบนตั้งฉากกับขาท่อนล่าง และเข่าไม่ควรยกสูงเกินไป

   ๖) การตั้งลูกมีวิธีปฎิบัติหลายวิธี ดังนี้

       (๑) การตั้งลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ยกเท้าที่เตะลูกให้ข้างเท้าด้านในขนานกับพื้น ให้เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย และเท้าที่เตะต้องเหวี่ยงตามลูกขึ้นมา

       (๒) การตั้งลูกด้วยเข่า ยกเข่าขึ้นตั้งลูกสูงกว่าการพักลูกและต้องบังคับให้ลูกลอยสูงขึ้นตรง ลูกตะกร้อจึงถูกบริเวณปลายเข่า

       (๓) การตั้งลูกด้วยศีรษะ จะเหมือนกับการเล่นลูกด้วยศีรษะแต่มีเป้าหมายเพื่อบังคับทิศทางให้ตรงต่อความต้องการที่จะเล่นต่อไป

๓ ตะกร้อเตะทน

   ตะกร้อเตะทนหรือตะกร้อวงเตะทน นิยมเล่นแข่งขันกันเป็นทีม

กติกาตะกร้อวงเตะทน

   ๑) สนาม สนามเป็นรูปวงกลมซ้อนกัน ๒ วง วงกลมในมีรัศมี ๓ เมตร

   ๒) ลูกตะกร้อ สานด้วยหวายมีเส้นรอบวง ระหว่าง ๓๕ – ๔๕ เซนติเมตรและมีน้ำหนักระหว่าง ๓๐๐ – ๔๐๐ กรัม

   ๓)ผู้เล่น ทีมละ ๖ คน แต่งกายสุภาพ และติดหมายเลขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คู่ที่ ๑ ติดหมายเลข ๑ คู่ที่ ๒ ติดหมายเลข ๒ คู่ที่ ๓ ติดหมายเลข ๓

   ๔) กำหนดโยนและการแข่งขัน แต่ละทีมเล่นไม่เกิน ๙ โยน ภายในเวลา ๓๐ นาที โดยแต่ละคู่เล่นได้ไม่เกิน ๓ โยน ภายในเวลา ๑๐ นาที ถ้าหมดโดยหรือหมดเวลาต้องเปลี่ยนให้คู่อื่นเล่นต่อไป

   ๕) วิธีเล่น มีดังนี้

       (๑) ก่อนเริ่มเล่น ผู้แข่งขันยืนอยู่ในแดนของตนก่อนเล่นลูกทุกลูกมิฉะนั้นผู้เล่นจะไม่มีสิทธิเล่นลูก ส่วนผู้เล่นคนอื่นจะต้องยืนอยู่ในแดนของตน

       (๒) เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มการแข่งขัน ให้ผู้เล่นคนหนึ่งของคู่ที่หนึ่งโยนลูกตะกร้อให้แก่คู่ของตนเป็นผู้รับและโต้กลับมา เมื่อเกิดลูกตายหรือเสีย ๑ ครั้ง ให้นับว่าเล่นไปแล้ว ๑ โยน ถ้าเกิดตายหรือเสีย ๓ ครั้ง ถือว่าเล่นไปแล้วครบ ๓ โยน หรือเล่นไปแล้วครบ ๑๐ นาที ถือว่าหมดสิทธิต้องเปลี่ยนให้คู่ที่ ๒ เล่น เช่นเดียวกัน ถ้าคู่ที่ ๒ หมดสิทธิ ต้องให้คู่ที่ ๓ เล่นต่อไป

       (๓) ในระหว่างการแข่งขัน ผู้เล่นจะสับเปลี่ยนที่กันได้ต่อเมื่อลูกตายเท่านั้น

       (๔) ในการนับคะแนนผู้ตัดสินจะนับคะแนนให้ทุกครั้งที่ผู้เล่นปฎิบัติตามกติกา เช่น ยืนอยู่ในแดนของตนที่ถูกต้อง ไม่ยืนล้ำเส้นหรือเหยียบเส้นทุกเส้น ผู้เล่นที่มีสิทธิเล่นโต้ลูกหรือรับลูกส่งลูกจากคู่ของตนไปจากแดนที่ถูกต้อง และเมื่อรับแล้วต้องส่งไปยังคู่ของตนอีกครั้งหนึ่ง ลูกเริ่มแรกที่ผู้เล่นรับลูกตะกร้อจากผู้โยนซึ่งเป็นคู่ของตน ถ้าไม่เกิดการเสียให้นับคะแนนทันที และลูกสุดท้ายที่เล่นก่อนมีสัญญาณหมดการแข่งขัน จะนับคะแนนให้เมื่อลูกนั้นไปตกยังแดนคู่ของตนที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว

       (๕) ถ้าผู้เล่นที่มีสิทธิเล่นลูก ไม่ผิดแดน ไม่เหยียบเส้น ไม่ล้ำเส้นให้นับ ๑ คะแนน ผู้เล่นทุกคนมีสิทธิพักลูกไว้ ๑ ครั้งเท่านั้น


ขอขอบคุณเนื้อหาจาก บริษัทอักษรเจริญทัศน์
จากหนังสือ แม่บทมาตรฐาน สุขศึกษาและพลศึกษา ป.๕ พิมพ์ครั้งที่ ๓

 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง