การสังคายนา
คำว่า สังคายนา หรือ สังคีติ แปลว่า การสวดพร้อมกันหรือร่วมกันสวด โดยความหมาย คือ การร้อยกรองพระธรรมวินัย ดังนั้นการสังคยานาจึงได้แก่ การรวบรวมพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อสอบทานความถูกต้องตรงกัน และจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการท่องจำ การศึกษา และการเผยแพร่
สาเหตุของการสังคายนา
ภายหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระพุทธวจนะที่พระองค์ได้ตรัสตามโอกาสและเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ส่วนมากจะมีการสืบทอดโดยการท่องจำและการบอกเล่าที่เรียกว่า มุขปาฐะ อย่างไรก็ตามการทรงจำพระธรรมวินัยจะมากน้อยย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของพระสาวกแต่ละรูป ในชั้นต้นพระสาวกที่เป็นพระอรหันต์ยังมีอยู่มาก ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในพระธรรมวินัยย่อมไม่เกิดขึ้น แต่ต่อมาเมื่อพระอรหันตสาวกมีลดน้อยลง ความสงสัยและความเข้าใจผิดในพระธรรมวินัยมีมากขึ้น
ประโยชน์ของการสังคายนา
การสังคายนาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัท ดังนี้
๑) กำจัดและป้องกันพวกอลัชชีไม่ให้ปลอมเข้ามาบวช เพื่ออาศัยพุทธศาสนาแสวงหาผลประโยชน์
๒) สร้างความเข้าใจในพระธรรมวินัยให้ถูกต้องตรงกันในหมู่พุทธบริษัท อันเป็นการรักษาความบริษัทของพระพุทธวจนะให้สืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
๓) ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ มั่นคงแพร่หลาย และทำให้เกิดพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์ที่สำคัญต่อการศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนา
ประวัติการสังคายนา
ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนามีสองนิกายหลัก คือ นิกายเถรวาทและนิกายมหายาน การนับจำนวนครั้งในการสังคายนาพระไตรปิฏกจึงไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม การสังคายนาได้กระทำติดต่อกันมาหลายครั้ง ทั้งที่ในอินเดียและประเทศอื่นๆ รวม ๑๐ ครั้ง ดังนี้
|
ครั้งที่ |
ระยะเวลา |
สถานที่ |
มูลเหตุ |
ผู้เข้าประชุม |
|
1 |
- หลังพุทธปรินิพพาน |
- ถ้ำสัตตบรรณคูหา |
-พระสุภัททะดูหมิ่น พระธรรมวินัย |
- พระอรหันตสาวก จำนวน |
| 2 | - พ.ศ.๑๐๐ - ใช้เวลา ๘ เดือน จึงสำเร็จ |
- วาลิการาม เมืองเวสาลี ประเทศอินเดีย |
- พระวัชชีบุตร ประพฤติย่อหย่อน ทางพระวินัย ๑๐ ประการ |
- ประชุมสงฆ์ ๗๐๐ รูปโดยการ ชักชวนของพระยสกากัณฑกบุตร - พระเจ้ากาฬาโศกทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 3 | - พ.ศ.๒๓๔ (บางแห่งว่า ๒๓๕) - ใช้เวลา ๙ เดือน จึงสำเร็จ |
- อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย |
- เดียรถีย์ปลอมบวช และแสดงพระธรรม- วินัยผิดเพี้ยนจาก หลักพระพุทธศาสนา |
- ประชุมสงค์ ๑๐๐๐ รูป - พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นแกนนำ - พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 4 | - พ.ศ.๒๓๘ -ไม่ปรากฎระยะ เวลาที่กระทำ |
- ถูปาราม เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา |
- วางรากฐาน พระพุทธศาสนา ในประเทศศรีลังกา |
- ประชุมสงฆ์ ๖๘๐๐๐ รูป - พระมหินทเถระเป็นประธาน - พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 5 | - พ.ศ.๔๓๓ (บางแห่งว่า ๔๕๐) - ไม่ปรากฎระยะเวลา ที่กระทำ |
- อาโลเลณสถาน มาตเลชนบท (มลัยชนบท) ประเทศศรีลังกา |
- จารึกพระพุทธวจนะ เป็นลายลักษณ์อักษร |
- พระสงฆ์ชาวลังกา - พระรักขิตมหาเถระเป็นประธาน - พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 6 | - พ.ศ.๙๕๖ - ไม่ปรากฎระยะเวลา ที่กระทำ |
- วัดมหาวิหาร ประเทศศรีลังกา |
- ชำระพระอรรถกถาที่ พระพุทธโฆษาจารย์ เรียบเรียงจากภาษา สิงหลเป็นภาษาบาลี |
- พระพุทธโฆษาจารย์ร่วมกับพระสงฆ์แห่งวัดมหาวิหาร - พระเจ้ามหานามทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 7 |
- พ.ศ.๑๕๘๙ |
- ประเทศศรีลังกา | - รจนาคัมภีร์ฎีกา ซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบาย คัมภีร์อรรถกถา เพื่อ ประโยชน์แก่การศึกษา พระพุทธศาสนา |
- พระกัสสปะเถระเป็นประธาน - พระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๐๐๐ รูป - พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชทรงเป็นอุปถัมภ์ |
| 8 | - พ.ศ.๒๐๒๐ - ใช้เวลา ๑ เดือน จึงสำเร็จ |
- วัดโพธาราม ประเทศไทย (ครั้งแรก) |
- ชำระอักษรใน พระไตรปิฎกที่ยัง ขาดตกบกพร่อง |
- พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ - อาราธนาพระภิกษุผู้ทรงภูมิใน พระไตรปิฎกหลายร้อยรูปเข้าประชุม - พระธรรมทันนเถระเป็นประธาน |
| 9 | - พ.ศ.๒๓๓๑ - ใช้เวลา ๕ เดือน จึงสำเร็จ |
- วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุยุว- ราชรังสฤษฎิ์) ประเทศไทย (ครั้งที่ ๒) |
- พระเถระผู้ใหญ่ ประพฤติผิด พระธรรมวินัย รัชกาลที่ ๑ มี พระราชประสงค์ให้ ชำระพระไตรปิฎก |
- พระสงฆ์จำนวน ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิต คฤหัสถ์จำนวน ๓๒ คน - พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า- จุฬาโลกมหาราชทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ |
| 10 | - พ.ศ.๒๕๒๘ - ไม่ปรากฎระยะ เวลากระทำ |
- วัดมหาธาตุยุว- ราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย (ครั้งที่ ๓) |
- ชำระพระไตรปิฎก และจัดพิมพ์ใน วโรกาส รัชกาลที่ ๙ จะทรงเจริญพระชนม- พรรษา ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ.๒๕๓๐ |
- สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน - ประชุมสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย - รัฐบาลไทยอุปถัมภ์ |
วิธีการสังคายนา
การสังคายนาจะเริ่มจากการประกาศสมมติตนเป็นผู้ถาม (ปุจฉา) และผู้ตอบ (วิสัชนา) โดยผู้ถาม จะสอบถามพระวินัยแต่ละข้อตามลำดับ เมื่อผู้ตอบตอบแล้ว พระสงฆ์ที่เข้าร่วมประชุมจะสวดพระธรรมวินัยข้อนั้นพร้อมกัน เมื่อตรงกัน ไม่ผิดพลาด และที่ประชุมสงฆ์รับว่าถูกต้องแล้ว จึงถามข้ออื่นต่อไปจนจบพระวินัยปิฎก หลังจากนั้น จะเริ่มสังคายนาพระสูตรเป็นลำดับถัดมา
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
สุริวัตร จันทร์โสภา. พระพุทธศาสนา ม.1. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.






























