การป้องกันโรค

  ๑ ประโยชน์ของการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

       ทุกคนย่อมต้องการมีสุขภาพดี คือ มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจรวมทั้งการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย ดังนี้ การปฎิบัติตนเพื่อสร้างเสริมและป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ซึ่งเราสามารถปฎิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ เช่น ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและของใช้ รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันอย่างถูกวิธี ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย กินอาหารที่สุดสะอาด ปราศจากอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดและสีฉูดฉาด เป็นต้น

       การสร้างเสริมและป้องกันโรคที่ดี ควรเริ่มต้นที่ตัวเราและครอบครัวก่อนเพราะถ้าเราและสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ก็ย่อมท่จะทำให้สังคมมีความสุขด้วย นอกจากนี้ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจะทำให้เราไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล ไม่เสียเวลาในการรักษาพยาบาลและไม่ต้องหยุดพักการเรียนด้วย

๒ โรคติดต่อ

      โรคติดต่อ หมายถึง โรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดกับคนหรือสัตว์แล้วสามารถถ่ายทอดจากคนหรือสัตว์ที่เป็นโรคนั้นไปสู่คนปกติได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แล้วทำให้คนปกติเกิดเป็นโรคขึ้น

       โรคติดต่ออาจแพร่เชื้อออกไปได้หลายทาง เช่น โดยการกินอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป สูดดมเอาอากาศที่มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ติดเชื้อทางผิวหนังดดยการสัมผัสเชื้อโรค ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย และใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเป็นต้น

โรคติดต่อต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยและเป็นกันมาก มีดังนี้

๑ ไข้หวัดใหญ่

     เกิดจากเชื้อไวรัรสบางชนิดที่เข้าสู่ร่างกายในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ

     อาการ มีไข้สูง หนาวสั่น คัดจมูก น้ำมูกไหล  ปวดกระบอกตา ปวด ศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัวมาก

     การติดต่อไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย เพียงแค่สูดลมหายใจเอาเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมา

     การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

      (๑) รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

      (๒) ทำให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นที่เพียงพอ

      (๓) ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด

      (๔) ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด เช่น ผ้าเช็ดหน้า

      (๕) เมื่อป่วยควรบอกพ่อแม่ให้ทราบ เพื่อพ่อแม่จะได้พาไปพบแพทย์

๒ โรคหัด

    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่าย มักระบาดมากในช่วงฤดูหนาว

     อาการ มีไข้สูง มีน้ำมูก ไอ มีผื่นหรือเม็ดตุ่มเล็ก ๆ ตามร่างกาย หน้าและตัวแดง เบื่ออาหาร มีต่อมทอนซิลโต

     การติดต่อหัดเป็นโรคที่ติดต่อได้โดยการหายใจ หรือจามใส่กัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ทำให้ไม่เป็นโรคนี้อีก

     การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

     (๑) เมื่อมีอาการไข้ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ และดื่มน้ำมาก ๆ

     (๒) กินอาหารที่มีประโยชน์มาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

     (๓) ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย

     (๔) เมื่อหายแล้วควรทำความสะอาดที่นอนและของใช้ส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค

๓ บาดทะยัก

   เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล

   อาการรู้สึกเจ็บและเสียวบริเวณบาดแผล ปวดศีรษะ มีการหดเกร็ง และเจ็บที่กล้ามเนื้อคาง คอ อ้าปากไม่ขึ้น กลืนน้ำลายลำบาก มีการชักกระตุก

   การติดต่อ เมื่อร่างกายมีบาดแผล เช่น แผลถูกตะปูตำ แผลถูกมีดบาดแล้วบาดแผลเปรอะเปื้อนดินหรือฝุ่น อาจทำให้ได้รับเชื้อบาดทะยักเข้าสู่ทางแผลได้

   การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

   (๑) เมื่อเป็นแผลต้องรีบทำความสะอาดแผลทันที

   (๒) ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเมื่อบาดแผลได้รับสิ่งสกปรก

   (๓) ฉีดวัคซีนให้เด็กเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

๔ โรคไข้มาเลเรีย ( ไข้จับสั่น)

    เกิดจากถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อไข้มาเลเรียอยู่กัด

    อาการ ตัวร้อนจัด มีไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตไม่ทำงาน สมองมึนงง

    การติดต่อยุงก้นปล่องเป็นพาหะนำเชื้อโรค จากผู้ป่วยไปสู่ผู้ที่ถูกยุงก้นปล่องกัด

    การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

    (๑) ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

                (๒) นอนกางมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวด

                (๓) กินยาป้องกัน เช่น ยาควินินเมื่อเข้าไปในบริเวณที่มีการระบาดของเชื้อโรค

                (๔) เมื่อมีอาการป่วยควรกินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำมาก ๆ

                (๕) เมื่อสงสัยว่ามีอาการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

๕ โรคไข้เลือดออก

    เกิดจากยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกมากัดคน

    อาการมีไข้สูงและไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว มือเท้าเย็น ตัวซีด หายใจหอบ กระวนกระวาย อาจมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดง ๆ

    การติดต่อยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อโรคจากผู้ป่วยไปสู่ผู้ที่ถูกยุงลายกัด

    การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

     (๑) กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ดังนี้

            ๑. ปิดฝาโอ่งหรือตุ่มน้ำให้มิดชิด

            ๒. เปลี่ยนน้ำในจานรองกระถางต้นไม้และแจกันทิ้งทุกสัปดาห์

            ๓. ทำลายแหล่งที่มีน้ำขังในบริเวณบ้าน เช่น ยางรถยนต์เก่าเศษกะลา ชาม ที่ไม่ได้ใช้แล้ว

            ๔. ใส่ทรายเคมีกำจัดลูกน้ำ (ทรายอะเบท) เกลือ หรือผงซักฟอก ลงในจานรองขาตู้กับข้าว

     (๒) นอนกางมุ้ง หรือห้องที่มีมุ้งลวด

     (๓) ถ้ามีอาการไข้ที่สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคไข้เลือดออก ไม่ควรกินยาลดไข้ แต่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

๖ โรคพิษสุนัขบ้า (กลัวน้ำ)

      เกิดจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรค เช่น หมา แมว เป็นต้น กัด ข่วน หรือเลีย

      อาการ มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่อไส้ อาเจียน ปวดและคันบริเวณที่ถูกกัด ต่อมาจะกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ มีอาการชัก คอแข็ง หลังแอ่น กลัวน้ำ อาจหมดสติและเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว หรือหยุดหายใจ

       การติดต่อ หมา แมว หรือสัตว์ที่มีเชื้อโรคมากัด

       การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

                (๑) นำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ เช่น สุนัข แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

                (๒) ไม่เล่นหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ

                (๓) ถ้าถูกสุนัขหรือแมวจรจัดกัด ข่วน ควรรีบไปฉีดวัคซีนป้องกัน

๗ โรคเอดส์หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

     เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อย่อว่า HIV ที่พบในน้ำหรือของเหลวที่หลั่งออกมาจากร่างกาย เช่น เลือด น้ำลาย น้ำจากช่องคลอด

     อาการ แบ่งอาการออกเป็น ๓ ระยะ ดังนี้

     ระยะแรก ยังไม่มีอาการปรากฏ

     ระยะสอง จะเริ่มมีอาการ เช่น น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ต่อมน้ำเหลืองโตนานกว่า ๓ เดือน มีอาการไอ มีฝ้าขาวที่ลิ้น เป็นต้น

     ระยะที่สาม มีอาการในระยะที่ ๒ ชัดเจนขึ้น และมีโรคแทรกซ้อน

     การติดต่อโรคนี้ติดต่อโดยตรงจากผู้ป่วย เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย การได้รับเลือดจากผู้ป่วย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วย

     การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

                (๑) ไม่มั่วสุมทางเพศ

                (๒) ไม่เสพสารเสพติด

                (๓) ไม่ใช่สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นเช่น ใบมีดโกน แปรงสีฟัน

                (๔) ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคเอดส์ ควรรีบไปพบแพทย์

๓ โรคไม่ติดต่อ

    โรคไม่ติดต่อ หมายถึง โรคที่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดีเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เกิดจากกรรมพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้ใดเป็นโรคนี้แล้ว จะไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

๑ โรคอ้วน

    เกิดจากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้โดยร่างกายจะเก็บส่วนเกินไว้ในรูปของไขมัน เมื่อสะสมบ่อย ๆ ก็จะทำให้อ้วนได้

    อาการ มีรูปร่างใหญ่ มีใบหน้าอูม คางสองชั้น ขณะเคลื่อนไหวหน้าท้องจะกระเพื่อม ถ้าอ้วนมากจะเป็นโรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้

๒ โรคเบาหวาน

    เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของฮอโมนอินซูลินลดลง ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และมีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ

     อาการ ปัสสาวะบ่อยและมีมดขึ้น ดื่มน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ  ชาและปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือและปลายเท้า ตาพร่ามัว

     การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

                (๑) กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยสูง

                (๒) ไม่กินอาหารที่มีไขมันและคอเลสเทอรอลสูง เช่น น้ำมันหมู เนย

                (๓) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

๓ โรคภูมิแพ้

    เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป สาเหตุเกิดจากสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย แล้วร่างกายมีปฎิกิริยาต่อสารภูมิแพ้นั้นทำให้เกิดอาการต่าง ๆ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีหลายประการ เช่น เกสรพืช ไรฝุ่น ขนสัตว์ อาหาร ยา เป็นต้น

     อาการขึ้นอยู่กับระบบอวัยวะของร่างกายที่เกิดภูมิแพ้ เช่น ถ้าเกิดกับระบบทางเดินหายใจ จะมีอาการจามบ่อย ๆ น้ำมูกไหล ไอ ถ้าเกิดกับระบบผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังอักเสบ แดง คัน

     การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

                (๑) หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดหรือสงสัยว่าจะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

                (๒) ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขน เช่น สุนัข แมว ไว้ในบ้าน

                (๓) หมั่นทำความสะอาดบ้านและเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่เสมอ

                (๔) ถ้ามีอาการกำเริบรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

๔ โรคขาดสารอาหาร

    เกิดจากการกินอาหารไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ จึงทำให้ขาดสารอาหารบางชนิดและทำให้เกิดโรค เช่น ถ้าร่างกายขาดธาตุเหล็ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ถ้าขาดโปรตีนจะเป็นโรคขาดโปรตีน เป็นต้น

    อาการ ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็น เช่น โรคขาดโปรตีนจะมีอาการน้ำหนักลดตัวบวม โรคเหน็บชาจะมีอาการชาตามมือและตามเท้า โรคโลหิตจากจะมีอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย ท้องผูก

    การป้องกัน ควรปฎิบัติ ดังนี้

                (๑) กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ตามสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ และดื่มน้ำสะอาดวันละ ๖ – ๘ แก้ว

                (๒) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ขอขอบคุณเนื้อหาจาก บริษัทอักษรเจริญทัศน์
จากหนังสือ แม่บทมาตรฐาน สุขศึกษาและพลศึกษา ป.๕ พิมพ์ครั้งที่ ๓

 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
#Trending now
admission 58admissionAd58AdGang58อาเซียนaecเกมเกมส์คิดเลขเกมคณิตศาสตร์วาตภัยภัยธรรมชาติพายุฟิลเลอร์กลูต้ากลูต้าไธโอนกลูต้าผิวขาวผลเสียกลูต้าผลเสียฟิลเลอร์ข่าวข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบสพฐศธเปิดเทอมunseen Thailand travel amazingประกาศผลONETGAT PATติวติวGATเชื่อมโยงภาษาญี่ปุ่นความถนัดภาษาจีนรายงานเกษตรห้องเรียนกลับทางเกมส์การเรียนรู้โรงเรียนพ่อแม่ข่าวการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าวadmissionสอบตรงสอบตรง58แอดมิชชั่นข่าวกิจกรรมสาระน่ารู้รับตรงรับตรง58โควตาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์สังคมภาษาไทยแนะแนวกลอนสามเณร ถ่ายทอดธรรมะว วชิระเมธีดูย้อนหลังไฮไลท์liveธรรมบรรพชาวันพระวันโกนฝนฤดูฝนสุขภาพหน้าฝนเข้าพรรษาตักบาตรฮา ๆ น่ารัก ท่องเที่ยวคลิปเด็ดคลิปรวมคลิปเด็ดeco tripเที่ยวต่างประเทศติวเข้มสอบเข้าสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า เตรียมสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลสอบเข้าสวนกุหลาบทดลองวิทย์โทษข่มขืนประหารชีวิตสืบ นาคะเสถียรปิยะมหาราชเก่งอังกฤษฮอร์โมนcar free dayจักรยานcu tepรับน้องชิงรางวัลrising sunทัวร์ถูกสอบเข้า ม.1อีโบล่าตึกถล่มpage9เพจ 9kaoplookpanyaสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonk 
กลับด้านบน