ระบบของร่างกาย

  ร่างกายของคนเราประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ ระบบ เช่น ระบบหายใจ ก็จะประกอบด้วยจมูก ท่อทางเดินอากาศ ปอ ทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างโลหิตกับอากาศภายนอก ถ้าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติหรือมีความบกพร่อง ก็จะส่งผลต่ออวัยวะในระบบอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น เราจึงต้องดูแลรักษาอวัยวะทุกส่วนให้สมบูรณ์อยู่เสมอ

ระบบอวัยวะที่นักเรียนควรเรียนรู้ในชั้นเรียนนี้ มีดังนี้

๑ ระบบหายใจ

     ระบบหายใจเป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการช่วยแลกเปลี่ยนก๊าชระหว่างโลหิตกับอากาศภายนอก คือ หายใจเข้าแล้วนำก๊าชออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน และถ่ายเทก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย

๑ อวัยวะสำคัญในระบบหายใจ

     อวัยวะสำคัญในระบบหายใจ ได้แก่ จมูก ปอด และท่อทางเดินอากาศ

     ๑. จมูก เป็นอวัยวะภายนอกที่ตั้งอยู่กึ่งกลางใบหน้า จมูกมีลักษณะเป็นช่อง ๒ ช่อง ภายในช่องจมูกจะมีโพรงจมูกซึ่งเป็นทางผ่านของอากาศ และขนจมูกช่วยกรองฝุ่นละอองและเชื้อโรคบางส่วนที่อยู่ในอากาศก่อนที่อากาศจะผ่านไปสู่อวัยวะส่วนอื่นต่อไป

     ๒. ท่อทางเดินอากาศเป็นส่วนที่เป็นทางผ่านของอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ได้แก่ คอหอย กล่องเสียง หลอดคอ โดยมีปลายหลอดลมจะต่อเชื่อมกับขั้วปอดทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศ เพื่อนำอากาศภายนอกเข้าไปสู่ปอด

     ๓. ปอดเป็นอวัยวะที่มีรูพรุนลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีจำนวน ๒ ข้าง อยู่ในบริเวณช่องอกทั้งด้านซ้ายและขวาของร่างกาย  ปอดแต่ละข้างจะมีเยื่อใส ๆ หุ้มอยู่ เรียกว่า เยื้อหุ้มปอด เพื่อป้องกันปอดไม่ให้ได้รับอันตราย

     ปอดทั้ง ๒ ข้าง มีรูปร่างคล้ายลิ่ม ด้านฐานกว้างและวางอยู่บนกะบังลม ด้านยอมแหลมตั้งขึ้น ภายในปอดจะมีถุงลมเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าชระหว่างอากาศในถุงลมและอากาศในเม็ดเลือดฝอยที่อยู่รอบ ๆ ถุงลม

      ปอดมีหน้าที่ฟอกเลือด โดยรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย ๆ จากหัวใจห้องล่างขวา เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเลือดที่มีออกซิเจนมาก

๒ การทำงานของระบบหายใจ
   การทำงานของระบบหายใจ มีขั้นตอน ดังนี้

   ๑. การหายใจเข้าเริ่มตั้งแต่เมื่อเราหายใจเข้า อากาศจะถูกสูดเข้าทางรูจมูก กล้ามเนื้อกะบังลมหดตัวเหยียดตรง ทำให้แผ่นกะบังลมเลื่อนต่ำลงมาทางช่องท้อง ทำให้ช่องอกมีที่ว่างมากขึ้น ขณะเดียวกันอากาศจะไหลเข้ามาสู่ปอดแล้วก๊าชออกซิเจนที่อยู่ในอากาศจะซึมออกมากจากถุงลมปอดเข้าสู่กระแสเลือดขณะเดียวกันก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะซึมออกมาจากกระแสเลือดและเข้าสู่ถุงลมปอด

   ๒. การหายใจออกหลังจากกล้ามเนื้อยึดระหว่างซี่โครงด้านนอก และกะบังลมคลายตัวกลับสู่สภาพเดิม ทำให้ผนังบริเวณช่องอกแคบลง กดให้ถุงลมปอดแฟบ และอากาศภายในปอดจะถูกดันให้ไหลย้อนกลับทางเดิมแล้วออกจากร่างกายผ่านทางช่องจมูก

   ๓ การดูแลและเสริมสร้างระบบหายใจ

      ๑. อยู่ในสถานที่ที่อากาศบริสุทธิ์ เพราะบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์จะมีก๊าชออกซิเจนอยู่มาก

      ๒. ไม่สูบบุหรี่หรืออยู่ในที่มีผู้สูบบุหรี่ เพราะควันจากบุหรี่จะทำให้เป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด เป็นต้น

      ๓. ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ

      ๔. ควรรักษาความอบอุ่นของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

      ๕. ถ้าต้องอยู่ในที่ที่มีควันหรือฝุ่นละออง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก

      ๖. เมื่อเกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์ทันที

๒ ระบบไหลเวียนโลหิต

       ระบบไหลเวียนโลหิต เปรียบเหมือนระบบขนส่งของร่างกาย โดยเป็นการส่งสารอาหาร ก๊าชออกซิเจน น้ำ และสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ไปให้ทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย แล้วนำเอาของเสียจากเซลล์ไปยังส่วนของร่างกายที่มีหน้าที่ขับออกจากร่างกาย

๓ อวัยวะสำคัญในระบบไหลเวียนโลหิต

        อวัยวะสำคัญในระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่ โลหิตหรือเลือด เส้นเลือดหรือหลอดเลือด หัวใจ น้ำเหลือง และหลอดน้ำเหลือง

        ๑. โลหิตหรือเลือดเป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารต่าง  ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยน้ำเลือดที่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสีเม็ดเลือดสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ

        ๑) เม็ดเลือดแดง มีขนาดเล็กน้อยมากแต่มีปริมาณมากที่สุดในจำนวนเม็ดเลือดทำหน้าที่ขนส่งส่งก๊าชออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

         ๒) เม็ดเลือดขาว มีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่โจมตีและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันโรค

         ๓) เกล็ดเลือด ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเพื่อทำการปิดปากแผล เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้นกับร่างกาย

         ๒. เส้นเลือดและหลอดเลือดเป็นอวัยวะที่มีอยู่ทั่วร่างกายแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

         ๑) เส้นเลือดแดง เป็นเส้นเลือดที่มีลักษณะเป็นรูปทรางกระบอกทำหน้าที่นำเลือดกลับสู่หัวใจ

          ๒) เส้นเลือดดำ เป็นเส้นเลือดที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกทำหน้าที่นำเลือดกลับสู่หัวใจ

          ๓) เส้นเลือดฝอย เป็นเส้นเลือดที่มีขนาดเล็กมาก มีหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดแดงไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วนำเลือดดำจากร่างกายไปยังหลอดเลือดดำ

          ๓. หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในระบบไหลเวียนโลหิต ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

              หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมด มีขนาดเท่ากำปั้นของเจ้าของ ตั้งอยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้ง ๒ ข้าง ส่วนของหัวใจจะอยู่ทางด้านซ้ายของร่างกาย รอบ ๆ หัวใจมีเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ แล้วภายในหัวใจจะแบ่งออกเป็น ๔ ห้อง คือ หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องล่างขวา ซึ่งมีลิ้นหัวใจกั้นระหว่างห้องบนและห้องล่างโดยแต่ละห้องมีหน้าที่ดังนี้

              ๑) หังใจห้องบนขวา เป็นช่องที่รับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากทุกส่วนของร่างกาย เพื่อส่งต่อไปให้หัวใจห้องล่างขวา

              ๒) หัวใจห้องล่างขวา จะรับเลือดจากหัวใจห้องบนขวา แล้วส่งเลือดไปฟอกที่ปอด

              ๓) หัวใจห้องบนซ้าย รับเลือดที่มีออกซิเจนมากจากปอด เพื่อส่งต่อให้หัวใจห้องล่างซ้าย

              ๔) หัวใจห้องล่างซ้าย รับเลือดจากหัวใจห้องบนซ้าย แล้วส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

              ๔. น้ำเหลืองและหลอดน้ำเหลืองน้ำเหลืองเป็นของเหลวที่ถูกรวบรวมจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อนำส่งกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง โดยน้ำหลืองจะไหลเวียนไปตามท่อน้ำหลือง

๒ การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต

                ระบบไหลเวียนโลหิต ต้องอาศัยอวัยวะหลายส่วนทำงานประสานกัน ดังนี้

                ๑. หัวใจห้องบนซ้ายจะคลายตัวเพื่อรับเลือดที่ส่งมาจากปอดจนเต็ม และจะบีบตัวเพื่อดันเลือดผ่านลิ้นหัวใจสู่หัวใจห้องล่างซ้าย

                ๒. หัวใจห้องล่างซ้ายจะบีบตัวอย่างแรงเพื่อฉีดเลือดแดงให้ไหลไปตามหลอดเลือดแดงซึ่งจะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดเล็ก ๆ ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อนำก๊าชออกซิเจนที่มีอยู่ในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกันเลือดก็รับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซเสียจากเซลล์ของร่างกายเข้ามาด้วยทำให้เลือดมีสีคล้ำ จากนั้นจะไหลมารวมกันในหลอดเลือดดำใหญ่ที่ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

                ๓. หัวใจห้องบนขวาจะคลายตัวเพื่อรับเลือดจนเต็ม และจะบีบตัวเพื่อดันเลือดผ่านลิ้นหัวใจสู่หัวใจห้องล่างขวา

                ๔. หัวใจห้องล่างขวาจะบีบตัวอย่างแรง เพื่อส่งเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดเข้าสู่ปอด

                ๕. เมื่อเลือดไหลเข้าสู่ปอด แล้วจะไหลมาล้อมรอบถุงลมปอดเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดจะซึมเข้าสู่ถุงลมปอดขณะเดียวกันก๊าซออกซิเจนจากถุงลมปอดจะซึมเข้าสู่เลือด ซึ่งจะทำให้เลือดมีสีแดง แล้วถูกสูบฉีดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายอีก ซึ่งการทำงานจะหมุนเวียนเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

๓ การดูแลและเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิต

          ๑. ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักผลไม้ และไม่ควรกินอาหารที่มีปริมาณไขมันหรือคอเลสเทอรอลสูงมาก ๆ

                ๒. ออกกำลังกายอย่าสม่ำเสมอและให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งจะทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น และกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

          ๓. พักผ่อนให้เพียงพอกับวัยและสภาพร่างกาย

                ๔. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

                ๕. หมั่นตรวจสอบสุขภาพของตนเอง โดยไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทุกปี

๓ ระบบย่อยอาหาร

    ระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ย่อยอาหารที่เรากินเข้าไปให้ละเอียด และดูดซึมสารอาหารนั้นผ่านเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

    ระบบย่อยอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญหลาย ๆ อย่าง ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่

๑ กระเพาะอาหาร

     กระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะสำคัญ ตั้งอยู่บริเวณช่องท้อง มีส่วนปลายงอลงไปทางขวา กระเพาะอาหารมีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ มีความเหนียวและสามารถยืดตัวออกเพื่อรับอาหารจำนวนมากได้

     กระเพาะอาหารทำหน้าที่เป็นที่เก็บอาหาร ย่อยอาหาร และคลุกเคล้าอาหารกับน้ำย่อย ก่อนที่อาหารจะเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่น ๆ

๒ ลำไส้

     ลำไส้ เป็นอวัยวะที่ยาวมาก มีลักษณะเป็นท่อกลวง ขดอยู่ในช่องท้องตอนบน แบ่งได้เป็น ๓ ส่วน คือลำไส้ดูโอดีนัม ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่

      ลำไส้แต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

       - ลำไส้ดูโอดีนัมจะทำหน้าที่เปลี่ยนกรดที่ได้รับจากกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้ส่วนอื่น ๆ ได้รับอันตรายจากกรด

        - ลำไส้เล็กจะทำหน้าที่ย่อยอาหารในขั้นตอนสุดท้าย และดูดซึมสารอาหารที่ถูกย่อยแล้วเข้าสู่กระแสเลือด

        - ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารที่ผ่านมาจากลำไส้เล็กคืนให้แก่ร่างกาย จนเหลือเพียงกายอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ และขับถ่ายกากอาหารที่เรียกว่า อุจจาระออกทางทวารหนัก

การทำงานของระบบย่อยอาหาร

   ๑) เมื่อเรากินอาหารเข้าไป ฟันจะบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ขณะเดียวกันต่อมน้ำลายที่อยู่ใต้ลิ้นก็จะขับน้ำลายออกมาคลุกเคล้ากับอาหาร ทำให้อาหารอ่อนนุ่ม เป็นก้อนเปียกชื้น สะดวกต่อการกลืน

   ๒) อาหารที่ถูกเคี้ยวละเอียดแล้วจะถูกกลืนลงไปในลำคอผ่านเข้าสู่หลอดอาหาร ผนังของหลอดอาหารจะยืดหดตัว เพื่อบีบรัดอาหารลงไปสู่กระเพาะอาหาร

   ๓) กระเพาะอาหารจะบีบรัดตัวให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อยที่ถูกขับออกมาจากผนังของกระเพาะอาหาร เมื่อเสร็จแล้วหูรูดที่ปลายกระเพาะจะเปิดให้อาหารบางส่วนผ่านเข้าสู่ลำไส้ดูโอดีนัม

   ๔) ลำไส้ดูโอดีนัม จะเปลี่ยนกรดที่ได้รับจากกระเพาะอาหารให้มีความเป็นกลาง พร้อมกันนั้นน้ำดีที่หลั่งจากถุงน้ำดีจะไหลเข้ามาในลำไส้ดูโอดีนัม เพื่อทำให้ไขมันในอาหารแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ จากนั้นอาหารจะเคลื่อนเข้าไปสู่ลำไส้เล็ก

   ๕) การย่อยอาหารของลำไส้จะต้องใช้น้ำย่อยจากน้ำดีที่ผลิตจากตับ น้ำย่อยจากตับ น้ำย่อยจากลำไส้เล็ก น้ำย่อยเหล่านี้จะทำหน้าที่ย่อยอาหารประเภทต่าง ๆ ให้ละเอียดสามารถดูซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด

    ๖) กากอาหารบางส่วนที่ยังมีขนาดใหญ่เกินกว่าร่างกายจะนำไปใช้ได้จะเคลื่อนไปสู่ลำไส้ใหญ่ในรูปของกากอาหาร ลำไส้ใหย่จะดูดน้ำออกจากกากอาหารและขับกากอาหารออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระผ่านทวารหนัก

วีธีป้องกันและบำรุงรักษาระบบย่อยอาหาร

๑) เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพราะจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

๒)  กินอาหารให้ตรงเวลา เพราะจะช่วยให้น้ำย่อยที่หลั่วออกมาทำงานได้ตรงตามเวลา

๓)  ไม่กินอาหารที่มีรสจัดหรือมีกรดมาก เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

๔) รับประทานอาหารที่สุกและสะอาดเท่านั้น

๕) ควรดื่มน้ำที่สะอาดในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

๔ ระบบขับถ่าย

   ระบบขับถ่าย มีหน้าที่กรองของเสียจากโลหิตออกไปจากร่างกาย ระบบขับถ่ายที่สำคัญของร่างกาย ได้แก่ ระบบขับถ่ายปัสสาวะ และระบบขับถ่ายอุจจาระ

๑ ระบบขับถ่ายปัสสาวะ

   ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด แล้วขับของเสียออกนอกร่างกายในรูปของปัสสาวะ ในระบบนี้ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ คือ ไต กรวยไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ

การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ

๑) ไตจะกรองของเสียออกจากเลือดที่อยู่ในเส้นเลือดฝอยออกมาในรูปของน้ำปัสสาวะ

๒) น้ำปัสสาวะเหล่านี้จะไหลไปตามท่อเล็ก ๆ ในไตและไหลไปรวมกันที่กรวยไต แล้วจะไหลผ่านหลอดไตทั้งสองข้างลงสู่กระเพาะปัสสาวะ

๓) เมื่อน้ำปัสสาวะสะสมอยู่ในกระเพาะปัสสวะเป็นปริมาณมาก ผนังกระเพาะปัสสาวะจะยึดหดตัวเพื่อกระตุ้นให้เรารู้สึกปวดปัสสาวะ

๔) เมื่อกระเพาะปัสสาวะหดตัวก็จะขับน้ำปัสสาวะออกมานอกร่างกายโดยผ่านทางท่อปัสสาวะ

วิธีป้องกันและบำรุงรักษาระบบขับถ่ายปัสสาวะ

๑) ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ ๖ – ๘ แก้ว เพื่อช่วยให้ไตทำงานได้ดี

๒)ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ เพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

๓) เมื่อเกิดอาการผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น มีเลือดปนการขับถ่ายปัสสาวะ รู้สึกเจ็บอวัยวะเพศขณะขับถ่ายปัสสาวะควรรีบไปพบแพทย์ทันที

๔)ทำความสะอาดร่างกายและบริเวณอวัยวะเพศทุกวัน

ไตของเรามีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง ในไตทั้ง ๒ ข้าง จะมีกรวยไต ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้น ๆ มารวมกันเป็นกรวย และหลอดไตซึ่งเชื่อมต่อกับกรวยไตแต่ละข้าง ส่วนปลายหลอดไตทั้ง ๒ ข้าง จะไปต่อกับกระเพาะปัสสาวะ

๒ ระบบขับถ่ายอุจจาระ

    ระบบขับถ่ายอุจจาระ ทำหน้าที่ขับกากอาหารที่เหลือจากการย่อยออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระ อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้ คือ ลำไส้ใหญ่  และทวารหนัก

การทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระ

    ๑) เมื่อกากอาหารส่วนที่เหลือจากการย่อยเคลื่อนผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่แล้วผนังลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่จากการอาหารกลับเข้าสู่ร่างกายทำให้กากอาหารแข็งตัว

    ๒) ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาจำนวนมากเพื่อหล่อลื่นให้กากอาหารส่วนที่แข็งตัวเคลื่อนที่ผ่านไปสู่ปลายลำไส้ใหญ่

    ๓) เมื่อมีอุจจาระเข้ามาอยู่เต็มในบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ ก็จะทำให้รู้สึกปวดอุจจาระ และทวารหนักจะเปิดเพื่อให้อุจจาระออกมา

อาการท้องผูก เกิดขึ้นจากการบีบรูดของทางเดินอาหารที่ช้ากว่าปกติลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำออกจากการอาหารได้มาก กากอาหารจึงมีลักษณะแห้งและแข็ง

อาการท้องเสีย เกิดขึ้นจากการบีบรูดของทางเดินอาหารที่เร็วกว่าปกติลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำในกากอาหารได้น้อย กากอาหารจึงมีลักษณะเหลวข้น

วิธีป้องกันและบำรุงรักษาระบบขับถ่ายอุจจาระ

๑)กินอาหารที่มีเส้นใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ เป็นประจำ

๒) ไม่กินอาหารที่มีรสจัดเกินไป

๓) ฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน

๔) ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ ๖ – ๘ แก้ว

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก บริษัทอักษรเจริญทัศน์
จากหนังสือ แม่บทมาตรฐาน สุขศึกษาและพลศึกษา ป.๕ พิมพ์ครั้งที่ ๓

 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง