ประเภทเครื่องลมไม้
|
เครื่องดนตรี |
รายละเอียด |
|
|
คลาริเนต [Clarinet] |
|
|
แซกโซโฟน [Saxophone] |
|
|
โอโบ [Oboe] |
|
|
บาซูน [Bassoon] |
|
|
พิคโคโล [Piccolo] |
|
|
รีคอร์ดเดอร์ [Recorder] |
คอร์ แองเกลส์ (Cor Anglais or English horn) ปราชญ์ทางดนตรีได้สันนิษฐานว่า โดยที่ปี่ชนิดนี้มีลำตัวยาวกว่าปี่โอโบ ดังนั้นเพื่อง่ายต่อการเป่า ส่วนที่ต่อจากที่เป่า (ลิ้น) กับลำตัวปี่จึงต้องงอโค้งเป็นมุมและเกิดคำว่า "อองเกล (Angle)" ขึ้นต่อมาคำนี้ได้เพี้ยนไปกลายเป็นอองแกลส์ (Anglais) ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า English ส่วนคำว่า "คอร์" (Cor) ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า ฮอร์น (Horn) ปี่ชนิดนี้นอกจากมีชื่อประหลาดแล้ว ยังมีรูปร่างที่น่าทึ่งอีกด้วย คือ ส่วนที่ต่อจากที่เป่า (ลิ้นคู่) เป็นท่อลมโลหะงอโค้งติดกับลำตัวปี่ ซึ่งปี่โอโบไม่มี ตรงปลายสุดที่เป็นปากลำโพง (Bell) ป่องเป็นกระเปาะกลม ๆ ซึ่งปี่โอโบมีลำโพงคล้ายปี่คลาริเนต คอร์แองเกลส์เป็นปี่ตระกลูเดียวกับโอโบแต่มีขนาดใหญ่กว่า และมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากโอโบ ระดับเสียงต่ำกว่าโอโบ และเวลาเล่นจะต้องมีสายติดกับลำตัวปี่โยงไปคล้องคอผู้เล่นเพื่อ พยุงน้ำหนักของปี่
คอนทราบาสซูนหรือดับเบิลบาสซูน (Contra Bassoon or Double Bassoon) คอนทราบาสซูน ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกโดยชาวอังกฤษสองคน ชื่อ สโตน และ มอร์ตัน(Stone & Morton) ต่อมา เฮคเคล (Heckel) ได้ปรับปรุงโดยติดกลไกของแป้นนิ้วต่าง ๆ ให้สมบูรณ์และนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ คอนทราบาสซูนเป็นปี่ที่ใหญ่กว่าปี่บาสซูน ประมาณเท่าตัวคือมีความยาวของท่อลมทั้งหมดถึง 18 ฟุต 4 นิ้ว หรือ 220 นิ้วพับเป็นสี่ท่อน แต่ละท่อนเชื่อมต่อด้วย Butt และข้อต่อรูปตัว U ที่ปลายท่อนสุดท้ายจะต่อกับลำโพงโลหะที่คว่ำลงในแนวดิ่ง แต่คอนทราบาสซูนอีกชนิดหนึ่งลำโพงหงายขึ้นในแนวดิ่ง ให้เสียงต่ำกว่าบาสซูน ลงไปอีก 1 ออคเทฟ เสียงจะนุ่มไม่แข็งกร้าวเหมือนบาสซูน แต่ถ้าบรรเลงเสียงต่ำอย่างช้า ๆ ในวงออร์เคสตรา ขณะที่เครื่องดนตรีอื่น ๆ เล่นอย่างเบา ๆ จะสร้างภาพพจน์คล้ายมีงูใหญ่เลื้อยออกมาจากที่มือ โอกาสที่ใช้ไม่สู้มากนัก
เบส คลาริเนต (Bass Clarinet) เป็นปี่คลาริเนตขนาดใหญ่มีช่วงเสียงต่ำกว่า คลาริเนตธรรมดา 1 ออคเทฟ ลำตัวยาวกว่าคลาริเนต ส่วนปากลำโพงทำด้วยโลหะและงอนขึ้นส่วนที่เป่างอโค้งทำมุมกับตัวปี่
การประดิษฐ์เบส คลาริเนตขึ้นมีความมุ่งหมายเพื่อให้มีเสียงของเครื่องดนตรีตระกูลคลาริเนตครบ
เฟรนช์ฮอร์น (France horn) ปัจจุบันเรียกว่า "ฮอร์น" ต้นกำเนิดของฮอร์นคือเขา สัตว์ ฮอร์นที่เก่าแก่ที่สุดคือ โชฟาร์ (Shofar) ของชาวฮิบรู ทำด้วยเขาแกะ เฟรนช์ฮอร์น เป็นแตรที่มีช่วงเสียงกว้างถึง 3 ออคเทฟครึ่ง มีท่อยาวประมาณ 12-15 ฟุต แต่นำมาขดเป็นวงโค้งไปมา เพื่อให้สะดวกแก่ผู้เป่าจนเหลือความยาวจากปากเป่าถึงปากลำโพงเพียง 20 นิ้ว เสียงของเฟรนซ์ ฮอร์น สดใส สง่า จัดว่าเป็นพระเอก ในบรรดาเครื่องลมทองเหลือง นักแต่งเพลงหลายคนใช้เสียงของเฟรนซ์ฮอร์นบรรยายความงามของธรรมชาติ เช่น ท้องทะเลครามอันกว้างใหญ่ไพศาล และหุบเขาที่มีเสียงสะท้อนก้องกลับไปกลับมา เนื่องจากท่อลมมีขนาดยาวมากการบังคับริมฝีปากในการเป่าจึงเป็นเรื่องยาก
ทรอมโบน (Trombone) เป็นแตรซึ่งใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ในพิธีศาสนา และพิธียุรยาตรร่วมกับแตรโบราณ ทรอมโบนประกอบด้วย ท่อลมสวมซ้อนเลื่อนเข้า - ออกได้ (telescopic slide) ขนาดยาวโค้งได้สองทบสองในสามของท่อลมนี้เป็นท่อทรงกระบอก เช่นเดียวกับทรัมเป็ต ส่วนที่เหลือค่อย ๆ บานออกเป็นปากลำโพง ส่วนที่เป็นท่อลมทรงกระบอกจะเป็นท่อสองชั้นสวมกันไว้ในลักษณะรูปตัว U เลื่อนเข้าออกเพื่อปรับระดับเสียง เมื่อเลื่อนออกจะยาวประมาณ 9 ฟุตแต่เมื่อเลื่อนเข้า จะเหลือเพียง 3 ฟุตเศษ ทรอมโบนมีเสียงทุ้ม ห้าว ไม่สดใส เหมือนทรัมเป็ต ปัจจุบันนิยมใช้แพร่หลายในวงดนตรีชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกันทรัมเป็ตประกอบด้วย เทเนอร์ทรอมโบน (Tenor Trombone)และ เบสทรอมโบน (Bass Trombone)
เครื่องสาย
ไวโอลิน [Violin]
เริ่มมีปรากฏใช้ในศตวรรษที่ 17 ไวโอลินมี 4 สายเสียงดังแหลมเล็กกังวาน เป็นเครื่องดนตรีเอกในวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าซึ่งจะใช้ไวโอลินมากที่สุดถึง 32 คันเป็นไวโอลินมือหนึ่ง(First Violin)16 คันเป็นไวโอลินมือสอง (Second Violin) อีก 16 คันไวโอลินมือหนึ่งสีทำนองส่วนไวโอลินมือสองคอยประสาน
วิโอลา [Viola]
ลักษณะเหมือนไวโอลินทุกประการ วิธีการเล่นก็เหมือนกันต้องสังเกตุจึงจะทราบว่ามีขนาดใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อยในแง่น้ำเสียงหรือสีสันของเสียง(Tone Color)เกือบเหมือนกันวิโอล่าใช้เล่นเดี่ยวน้อยกว่าไวโอลิน
เชลโล [Cello]
มีลักษณะเหมือนไวโอลิน และวิโอล่า แต่ขนาดโตกว่าประมาณ 3 เท่า เวลาเล่นนักดนตรีต้องนั่งเก้าอี้
เอาเชลโลตั้งไว้หว่างขา เสียงจะต่ำและทุ้มมากโดยเฉพาะสายสาม สายสี่ เชลโลสามารถบรรเลงเพลงเศร้าได้ดีมาก
ดับเบิ้ลเบส [Double Bass]
เป็นเครื่องสายที่ใหญ่มาก ใช้เล่นแนวเบส มักไม่ใช้เล่นแนวทำนอง เวลาจะบรรเลงนักดนตรีต้องยืนเล่น
เสียงดังกระหึ่มน่าฟังสามารถทำเสียงต่ำได้ลุ่มลึกน่ากลัว บางทีใช้ดีดเป็นจังหวะดีมาก
นอกจากวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าแล้ว ในวงดนตรีแจ๊สก็นิยมเช่นกัน
ฮาร์พ [Harp]
เป็นเครื่องดนตรีที่มีมาแต่โบราณ เป็นเครื่องสายที่มีขนาดใหญ่ผู้บรรเลงจะนั่งแล้วใช้นิ้วดีดหรือดึงสายมี 43-47 สายประกอบด้วยสายใหญ่เล็กยาวสั้นแตกต่างกันซึ่งทำด้วยไนล่อนหรือลวดโลหะ, ทองเหลือง ขึงกับหมุดเรียงลำดับเสียงสูง-ต่ำมีประมาณ 6-7 Octave มี Pedal 7 อันใช้เท้าเหยียบเพื่อให้เสียงเป็นไปตามบันไดเสียงต่างๆ
กีต้าร์[Guitar]
ตามประวัติมีกำเนิดจากสเปน แล้วแพร่ไปทั่วโลกปัจจุบันยังยอมรับว่ากีตาร์สเปนมีชื่อเสียงที่สุด
นิยมบรรเลงในวงดนตรีสมัยใหม่ กีตาร์มี 6 สายสายเอก (ที่มีเสียงสูงสุด) ทำด้วยเอ็น หรือไนล่อน
สายอื่นๆ จะทำด้วยไหมพิเศษหุ้มด้วยขดลวดเงินขนาดเล็กปลายสายจะตรึงด้วยหมุดมีปุ่มปรับสายให้ตึงหย่อนตามต้องการต่อมากีตาร์ได้ปรับปรุงเป็นกีตาร์ไฟฟ้าโดยต่อสายจากตัวกีตาร์ไปยังลำโพงและเครื่องขยายเสียง
ลูท (Lute) เป็นพิณชนิดหนึ่งที่เป็นต้นกำเนิดของเครื่องสายประเภทดีด ลูทมีรูปทรงเหมือนผลส้มผ่าซีก มีสะพานวางนิ้วที่มีช่องปรากฏอยู่ เช่นเดียวกับกีตาร์ แบนโจ แมนโดลิน ฯลฯ ชาวอาหรับโบราณนิยมกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้รับความนิยม เพราะได้วิวัฒนาการเป็นเครื่องดนตรีอื่น ๆ หลายชนิด
แมนโดลิน (Mandolin) เป็นเครื่องดนตรีตระกูลลูท มีสาย 4 คู่ (8สาย) หรือ 6 คู่ (12สาย) ตั้งเสียงเท่ากันเป็นคู่ มีลูกบิดคล้ายกีตาร์ใช้ในการตั้งเสียง และมีนม (Feat) รองรับสาย เวลาเล่นจะใช้นิ้วมือซ้ายจับตัวแมนโดลินและใช้มือขวาดีด ลักษณะการดีดคล้ายการดีดกีตาร์โดยใข้ปิ๊ค (Pick) เสียงที่เกิดจากแมนโดลินมีความไพเราะเป็นเสียงที่มีคุณภาพ เร้าอารมณ์ได้ดี โดยเฉพาะอารมณ์โศกเศร้าเกี่ยวกับความรัก แมนโดลินมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอิตาลี เป็นเครื่องดนตรีที่ชาวอิตาเลียนนิยมกับแพร่หลาย ในปี ค.ศ. 1713 ได้มีผู้นำเอาแมนโดลินมาเล่นผสมในวงคอนเสริ์ทในประเทศอังกฤษ
แบนโจ (Banjo) เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลลูท จุดเริ่มต้นที่มีผู้นำมาเล่นอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันตก (Western Africa) เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของพวกนิโกร ต่อมาจึงเป็นที่แพร่หลายในหมู่อเมริกันกิโกร วิธีการเล่นคล้ายกับกีตาร์
เอกสารอ้างอิง
http://www.dsc.ac.th/inweb/student_job/music/3-sakolmain.html


















