การตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของคนไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

     วิถีชีวิตของมนุย์ในแต่ละสังคม  ย่อมมีความแตกต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  เช่น  สภาพภูมิประเทศ  ภูมิอากาศ  เป็นต้น  ดังนั้นเราจะศึกษาเรื่องการตั้งถิ่นฐาน  ดังต่อไปนี้

     การตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของคนไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน
          ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยนั้น  สามารถศึกษาได้จากลักษณะของที่ตั้ง  ลักษณะภูมิประเทศ  และภูมิอากาศ  ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของไทยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ  โดยเฉพาะในภาคกลางของประเทศ  ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกและแหล่งอาหารที่สำคัญ  จึงมีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น  อีกทั้งการคมนาคมมีความสะดวกในการสัญจร  และการขนส่งผลผลิต  วัตถุดิบ  หรือสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ ทั้งยังเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของราชอาณาจักรไทย  ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  กรุงธนบุรี  และกรุงรัตนโกสินทร์  ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีดังนี้

          1.  ที่ตั้ง  ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน  มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน  ดังนี้
               ทิศเหนือ  ติดกับ  สหภาพพม่า  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
               ทิศตะวันออก  ติดกับ  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  กัมพูชาประชาธิปไตย  อ่าวไทย
               ทิศตะวันตก  ติดกับ  สหภาพพม่า  ทะเลอันดามัน
               ทิศใต้  ติดกับ  มาเลเซีย

          2.  ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ  ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน  มีอุณหภูมิสูงตลอดปี  มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลทั้ง 2 ด้าน  จึงเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  และการคมนาคม  อีกทั้งยังตั้งอยู่ในเขตมรสุมที่มีความชุ่มาชื้น  จึงเป็นประโยชน์ในด้านการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก
               ภาคเหนือ  เป็นพื้นที่ที่มีภูเขาและหุบเขาจำนวนมาก  อันเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย  ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลลงสู่บริเวณที่ราบภาคกลางของประเทศ  มีอากาศค่อนข้างเย็น  และมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำมากในฤดูหนาว
               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีลักษณะแยกตัวออกจากภาคเหนือและภาคกลาง  เพราะการแยกตัวของแผ่นดินทำให้เกิดขอบสูง  มีอากาศค่อนข้างร้อนและแห้งแล้งมากในฤดูร้อน  และหนาวจัดในฤดูหนาว
               ภาคตะวันออก  ส่วนใหญ่ประกอบด้วยภูเขา  แนวเทือกเขา  มีที่ราบแคบ ๆ ตอนบน  และบริเวณชายฝั่งทะเล  มีฝนตกชุกคล้ายภาคใต้
               ภาคกลาง  เป็นแหล่งที่ราบดินตะกอนที่น้ำพัดพาโคลนตะกอนมาทับถมจนหนา  มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ  เช่น  แม่น้ำเจ้าพระยา  และสาขา ปิง วัง ผม น่าน  เป็นต้น  ฤดูร้อนไม่ร้อนจัด  และฤดูหนาวอากาศค่อนข้างเย็นแต่ไม่หนาวจัด
               ภาคตะวันตก  ประกอบด้วยภูเขาและเทือกเขาที่ต่อเนื่องจากภูเขาในภาคเหนือและทอดยาวลงไปทางภาคใต้
               ภาคใต้  เป็นแหลมยื่นไปในทะเล  มีแนวเทือกเขาทอดยาวลงไป  มีอากาศชุ่มชื้น  ฝนตกค่อนข้างชุก
          จากการศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยดังกล่าว  สังเกตได้ว่า  ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของไทยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ  โดยเฉพาะเมืองหลวงของไทยทั้ง 3 สมัย  ล้วนตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์  มีฝนตกพอเพียง  จึงให้เพาะปลูกได้ผลดี  หรือในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง  ก็จะเลือกพันธุ์พืชที่สามารถขึ้นอยู่ได้  ส่วนในบริเวณที่เป็นเนินสูง  หรือที่ลาดเชิงเขา  ก็มักปลูกพืชแบบขั้นบันได  เป็นต้น
          สำหรับที่อยู่อาศัยก็จะมีลักษณะเป็นบ้านที่ยกพื้นสูง  มีใต้ถุนบ้านเพื่อให้พ้นน้ำที่จะท่วมในฤดูฝน  และสามารถเป็นที่พักผ่อน  หรือเลี้ยงสัตว์ใต้ถุนบ้านได้ในฤดูร้อน  ส่วนหลังคาจะสูงและลาดเอียง  เพื่อระบายความร้อน  และถ่ายเทน้ำฝนได้อย่างรวดเร็ว
          การอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ  มีผลต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตของคนไทย  คือ  ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและจับสัตว์น้ำควบคู่กันไป  อีกทั้งยังนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มรายได้ของตน  เช่น  การนำใบตองมาห่อขนม  ใบบัวใช้ห่อข้าว  ก้านมะพร้าวใช้ทำไม้กวาด  เป็นต้น

 

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร์  สี่มหาศาล  และคณะ . ประวัติศาสตร์ ป.6 . พิมพ์ครั้งที่ 3 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์

 

 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง