เอลนีโญ / ลานีญา

เอลนีโญ (El Niño) เป็นคำภาษาสเปน แปลว่า บุตรพระคริสต์ หรือพระเยซู เป็นชื่อของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศเปรูลงไปทางใต้ทุกๆ 2 – 3 ปี โดยเริ่มประมาณช่วงเทศกาลคริสต์มาส กระแสน้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประมาณ 2 – 3 เดือน และบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามปีถัดไป เป็นคาบเวลาที่ไม่แน่นอน และมีผลทางระบบนิเวศและห่วงลูกโซ่อาหาร ปริมาณปลาน้อย นกกินปลาขาดอาหาร ชาวประมงขาดรายได้ รวมทั้ง เกิดฝนตกและดินถล่มอย่างรุนแรง ในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศ และกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งบนผิวพื้นและใต้มหาสมุทร ปรากฏการณ์เอลนีโญมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “El Niño – Southern Oscillation” หรือเรียกอย่างสั้นๆ ว่า ENSO ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

สภาวะปกติ
โดยปกติบริเวณเส้นศูนย์สูตรโลกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าตะวันออก (Eastery trade winds) จะพัดจากประเทศเปรู ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ กระแสลมสินค้าพัดให้กระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันทางตะวันตกจนมีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปกติประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร แล้วจมตัวลง กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรซีกเบื้องล่างเข้ามาแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวซีกตะวันออก นำพาธาตุอาหารจากก้นมหาสมุทรขึ้นมาทำให้ปลาชุกชุม เป็นประโยชน์ต่อนกทะเล และการทำประมงชายฝั่งของประเทศเปรู

ปรากฏการณ์เอลนีโญ

 

เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ทำให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลา และนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้ ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญนั่นเอง

 
ปรากฏการณ์ลานีญา
ลานีญา (La Niña) แปลว่า บุตรธิดา เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะตรงข้ามกับเอลนีโญ คือมีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาวะปกติ แต่ทว่ารุนแรงกว่า กล่าวคือ กระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหา สมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนัก น้ำเย็นใต้มหาสมุทรยกตัวขึ้นแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกตะวันตก ก่อให้เกิดธาตุอาหาร ฝูงปลาชุกชุม ตามบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู 

เอลนีโญจะเกิดทุกๆ 4 ปี โดยเฉลี่ย (แต่อาจหดเหลือแค่ 2 ปี หรือยืดออกไปถึง 7 ปี ก็เป็นไปได้) และจะอยู่ต่อเนื่องประมาณ 12-18 เดือน โดย 
ประเด็นสำคัญที่มักจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ นักวิทยาศาสตร์รู้ล่วงหน้าได้ยังไงว่าเอลนีโญ (หรือลานีญา) กำลังมาเยือนอีกครั้งหนึ่งแล้ว?


การตรวจจับสัญญานเอลนีโญและลานีญานี้มีองค์กรหลายแห่งเกาะติดสถานการณ์อยู่ แต่องค์กรระดับแนวหน้าเห็นจะเป็น องค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (National Ocean and Atmospheric Administration) หรือ โนอา (NOAA) ของสหรัฐอเมริกา 
  
ระบบที่ NOAA ใช้เป็นกลุ่มทุ่นลอยประมาณ 70 ทุ่น ตรึงอยู่กับที่ และครอบคลุมพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิก ระยะความลึกจากผิวน้ำถึงก้นมหาสมุทรของแต่ละทุ่นจะอยู่ในช่วง 2-5 กิโลเมตร กลุ่มทุ่นตรวจจับสัญญาณเหล่านี้ มีชื่อเรียกว่า TAO/TRITON Buoy Array 

     ทุ่นแต่ละทุ่นจะคอยตรวจวัดอุณหภูมิใต้ผิวน้ำ ทิศทางของกระแสน้ำทะเล รวมทั้งทิศทางและความเร็วลมเหนือผิวน้ำ แล้วส่งข้อมูลที่ได้ไปยังระบบดาวเทียมที่ชื่อว่า อาร์กอส (Argos satellite system) วันละหลายครั้ง ดาวเทียมกลุ่มนี้มีเส้นทางโคจรผ่านขั้วโลกเหนือ-ใต้ของโลก 
     นอกจากนี้ ยังมีระบบ AVHRR ซึ่งใช้ดาวเทียม 4 ดวงของ NOAA คอยตรวจวัดอุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเล และดาวเทียม TOPEX ของ NASA ซึ่งสามารถวัดระดับความสูงของผิวน้ำทะเล มาประกอบด้วยเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ส่วนการตรวจวัดแบบอ้อมๆ นั้น จะใช้ข้อเท็จจริงที่ว่า เอลนีโญ มีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่เรียกว่า เซาท์เทิร์นออสซิลเลชัน (Southern Oscillation) (คำว่า southern = ทางตอนใต้  oscillation =การสั่น) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศ ณ ระดับน้ำทะเลในแถบเขตร้อน กล่าวคือ ถ้าความกดอากาศแถบตอนกลางของมหาสมุทร (เช่น แถว ๆ เกาะตาฮิติ) สูงขึ้น ความกดอากาศของแถบตะวันตก (เช่น แถว ๆ ออสเตรเลียตอนเหรือ) ก็จะลดลง และสวนทางกลับกันไปมาอย่างนี้ โดยจะพูดถึงด้วยดัชนี้ที่เรียกว่า SOI (Southern Oscillation Index)ซึ่งถ้าค่า SOI ติดลบมาก  ๆ ก็จะสอดคล้องกับเอลนีโญ 
     การจับสัญญานเอลนีโญแบบธรรมมดาไม่ต้องพึ่งไฮเทคก็มีนะครับ อย่างชาวประมงเปรู ซึ่งจะมีปลาแอนโชวี่ (anchovies) ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจเป็นตัวบ่งชี้ เพราะถ้าน้ำอุ่นขึ้น ปลาชนิดนี้จะไม่ชอบ เนื่องจากอาหารลดลง และจะหนีไปบริเวณที่น้ำเย็นกว่า เรียกว่า ‘หนีร้อนไปพึ่งเย็น’ ก็คงจะพอกล้อมแกล้มไปได้ ชาวประมงก็จะถือโอกาสช่วงนี้ซ่อมแห อวน และเรือของตน             ส่วนนักวิชาการที่ศึกษาระบบนิเวศในมหาสมุทร ก็อาจจะสังเกตสภาพของปะการัง โดยเมื่อไรที่เกิดเอลนีโญ น้ำทะเลก็จะอุ่นขึ้นและทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังเกิดการฟอกขาว(อย่างไรก็ดี การฟอกขาวของปะการังอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน เช่น โดนรังสียูวี หรือน้ำจืดมากขึ้นเพราะมีฝนตกในปริมาณ เป็นต้น)


ที่มา: http://gotoknow.org/blog/science/73442

ขอขอบคุณข้อมูลจาก LESAPROJECT http://www.lesaproject.com/ 

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง