การเมืองการปกครองของไทยสมัยอยุธยา

สมัยอยุธยา พ.ศ.1893-2310

 

บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของประเทศไทย ปรากฏผู้คนตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนเป็นเมือง เป็นแคว้น และอาณาจักร มีความมั่นคงเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการค้าจน สามารถสร้างสรรค์ศิลปกรรมอันงดงาม

 

 

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.1893 ความเหมาะสมคือ ทำเลที่ตั้งเมืองแม่น้ำล้อมรอบ 3 ด้าน ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีด้านเหนือ แม่น้ำเจ้าพรยาทางด้านตะวันตกและใต้ ส่วนด้านตะวันออก ได้ขุดลำคูเชื่อมกับแม่น้ำ อยุธยาจึงกลายเป็นเกาะที่มีลำน้ำล้อมรอบครบทั้ง4 ด้าน นับเป็นชัยภูมิที่มั่งคงสามารถป้องกันข้าสึกได้เป็นอย่างดี กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบภาคกลาง ซึ่งลำน้ำสายต่างๆ จากภาคเหนือไหลผ่านไปลงทะเลอ่าวไทย จึงสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคม การค้า ทางยุทธศาสตร์ จึงทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางที่อาณาจักรไทย ยาวนานถึง 417 ปี

 

 

สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา

 

อาณาจักรอยุธยาปกครองด้วยระบอบราชธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตลอดสมัยของอาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองรวม 33 พระองค์ลักษณะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์คือต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สถานบันพระมหากษัตริย์ จึงได้นำลัทธิสมมติเทพ ซึ่งเป็นหลักศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาเสริมสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความศักดิ์สิทธิและมั่งคง และมีพระราชอำนาจส่งขึ้น

 

 

ในระยะแรกก่อตั้งอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ของอยุธยาผูกพันกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาตามแบบที่เคยเป็นมา โดยเรียกผู้ปกครองว่ามหาสมมติราช หมายถึงผู้ได้รับมอบหมายจากคนทั้งปวงให้เป็นผู้ปกครองสังคม นอกจากนี้ยังเป็น พระจักรพรรดิราช หรือพระราชาผู้ยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนเทพเจ้า เป็นองค์สมมติเทพ จึงต้องมีระเบียบประเพณีและพิธีการ ต่างๆ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีถวาย คำสั่งพระมหากษัตริย์เรียกว่าโองการ มีภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์เรียกว่า ราชาศัพท์ ที่อยู่ของพระมหากษัตริย์เรียกว่าพระราชวัง ผู้ใดที่ละเมิดจะถูกลงโทษ

 

 

การปกครองและการบริหารของสมัยอยุธยาจะแบ่งออกเป็นสามระยะคือ สมัยอยุธยาตอนต้น สมัยอยุธยากลาง และสมัยอยุธยาตอนปลาย 

การเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ.1893-1991)

 

การปกครองส่วนกลาง

 

          พระมหากษัตริย์ ปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือจตุสดมภ์

 

จตุสดมภ์  แบ่งเป็น

 

 กรมเวียง    -  มี  ขุนเวียง เป็นผู้ดูแล  มีหน้าที่ รักษาความสงบสุขของราษฏร

 

 กรมวัง       -  มี  ขุนวัง เป็นผู้ดูแล   เป็นหัวหน้าฝ่ายราชสำนักการพิจารณาพิพากษาคดี

 

 กรมคลัง      -  มี  ขุนคลัง เป็นผู้ดูแล มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ได้จากการเก็บส่วยอากร

 

 กรมนา       -  มี  ขุนนา เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลการทำไร่ นาและสะสมเสบียงอาหารของ พระนคร

 

 การปกครองหัวเมือง

 

          อยุธยาเป็นเมืองหลวง  เป็นจุดของศูนย์รวมอำนาจการปกครอง  ล้อมรอบด้วยเมืองลูกหลวง ประกอบด้วยทิศเหนือ เมืองลพบุรี   ทิศตะวันออก เมือง นครนายก  ทิศใต้ เมืองนครเขื่อนขันธ์  และทิศตะวันตก เมือง สุพรรณบุรี

 

          ถัดออกมาคือ หัวเมืองชั้นใน ได้แก่  สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี และเพชรบุรี  และเมืองประเทศราช เช่น เมือง นครศรีธรรมราชและเมืองพิษณุโลก

 

 

การเมืองการปกครองสมัยอยุธยาตอนกลาง

 

1991-2231

 

             การปกครองเริ่มตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา หลังจากที่ได้ผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาโดยมีลักษณะสำคัญ2ประการคือ

 

          1.จัดการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง 

 

          2.แยกกิจการฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารออกจากกัน

 

การปกครองส่วนกลาง 

 

         สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯให้มีตำแหน่งสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารนอกจากนี้ยังได้ทรงตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นมา อีก2กรม คือ

 

           กรมมหาดไทยมีพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นสมุหนายกมีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการพลเรือนทั่วประเทศ

 

            กรมกลาโหมมีพระยามหาเสนาเป็นสมุหพระกลาโหมมีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดีมีหน้าที่ควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ

 

          นอกจากนี้ใน 4 กรมจตุสดมภ์ที่มีอยู่แล้ว ทรงให้มีการปรับปรุงเสียใหม่โดยตั้งเสนาบดีขึ้นมาควบคุมและรับผิดชอบในแต่ละกรมคือ

 

 กรมเมือง(เวียง                                มีพระนครบาลเป็นเสนาบดี

 

 กรมวัง                                                               มีพระธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี

 

 กรมคลัง                                            มีพระโกษาธิบดีเป็นเสนาบดี

 

 กรมนา                                                               มีพระเกษตราธิการเป็นเสนาบดี

 

 การปกครองส่วนภูมิภาค 

 

           สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกการปกครองแบบเดิมทั้งหมด แล้วจัดระบบใหม่ดังนี้

 

 1. หัวเมืองชั้นในยกเลิกเมืองหน้าด่านแล้วเปลี่ยนเป็นเมืองชั้นใน มีฐานะเป็นเมืองจัตวาผู้ปกครองเมืองเหล่านี้เรียกว่า ผู้รั้งพระมหากษัตริย์จะเป็นผู้แต่งตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่ผู้รั้งเมืองต้องรับคำสั่งจากในราชธานีไปปฏิบัติเท่านั้นไม่มีอำนาจในการปกครองโดยตรง

 

 2.หัวเมืองชั้นนอก(เมืองพระยามหานคร)เป็นหัวเมืองที่อยู่ภายนอกราชธานีออกไป จัดเป็นหัวเมืองชั้นตรี โท เอกตามขนาดและความสำคัญของหัวเมืองนั้น เมืองเหล่านี้มีฐานะเดียวกันกับหัวเมืองชั้นในคือขึ้นอยู่ในการปกครองจากราชธานีเท่านั้น

 

 3. หัวเมืองประเทศราชยังให้มีการปกครองเหมือนเดิมมีแบบแผนขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง มีเจ้าเมืองเป็นคนในท้องถิ่นนั้นส่วนกลางจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในด้านการปกครอง แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย

 


  
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งการปกครองเป็นหน่วยย่อย โดยแบ่งเป็น

 

 1. บ้าน หรือหมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นหัวหน้า จากการเลือกตั้งจากหลายบ้าน

 

 2. ตำบลเกิดจากหลายๆหมู่บ้านรวมกันมีกำนันเป็นหัวหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น พัน 

 

  3. แขวงเกิดจากหลายๆตำบลรวมกัน มีหมื่นแขวงเป็นผู้ปกครอง

 

 4. เมืองเกิดจากหลายๆ แขวงรวมกันมีผู้รั้งหรือพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง

 

 

 ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2ได้มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองทางด้านการทหาร ได้แก่

 


 
1. การจัดทำสารบัญชี (หรือสารบาญชี)เพื่อให้ทราบว่ามีกำลังไพร่พลมากน้อยเพียงใด

 

 2. สร้างตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยการจัดทัพ การเดินทัพ การตั้งค่าย การจู่โจมและการตั้งรับส่วนหนึ่งของตำราได้มาจากทหารอาสาชาวโปรตุเกส

 

 3. การทำพิธีทุกหัวเมืองซักซ้อมความพร้อมเพรียงเพื่อสำรวจจำนวนไพร่พล(คล้ายกับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลในปัจจุบัน)

 

 

 

การเมืองการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย

 

พ.ศ.1991-พ.ศ.2310
การปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ตั้งแต่ พ.ศ.1991 ในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครองราชย์ พระองค์ได้ปฏิรูปการปกครองเสียใหม่

 

สาเหตุของการปรับปรุงการปกครอง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1981-2031 ทรงปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ เนื่องจาก

1. อาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้น เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2(เจ้าสามพระยา) ไทยตีนครธมราชธานีของเขมรได้ใน พ.ศ.1974 และได้รวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เมื่อ พ.ศ.1981 ทำให้อาณาเขตของกรุงศรีอยุธยากว้างขวางมากขึ้นเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย์ ใน พ.ศ.1991 ทรงเห็นว่าการปกครองแบบเก่ายังไม่รัดกุมเพียงพอ เพราะผู้ครองนครเมืองต่าง ๆ มีอำนาจสิทธิ์ขาดมากเกินไป และเบียดบังรายได้จากภาษีอากร ทำให้ราชธานีได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มที่

2. เมืองลูกหลวง ก่อปัญหาให้อยุธยามาตลอด เนื่องจากเจ้าเมืองเหล่านี้เป็นเจ้านายชั้นสูงได้รวมกำลังกันยกกำลังทหารเข้ามาแย่งชิงราชสมบัติอยู่เสมอ

3. พราหมณ์และขุนนางจากราชสำนักเขมร ได้นำเอาวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ เนื่องจากในรัชสมัยก่อน ๆ เบื่อยกทัพไปตีเขมร

 

 

การปกครองส่วนกลาง 

 

 

1. ฝ่ายทหาร มีสมุหกลาโหม เป็นผู้บังคับบัญชา ตำแหน่งเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยามหาเสนาบดี ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับราชการทหารและการป้องกันประเทศ

2. ฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายกเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับงานราชการพลเรือนทั่วๆ ไป มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ มีเสนาบดีจตุสดมภ์เป็นเจ้ากระทรวง ตำแหน่งรองลงมาจากสมุหนายก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ดังนี้

กรมเมือง             เปลี่ยนเป็น     นครบาล
กรมวัง                     เปลี่ยนเป็น                ธรรมาธิกรณ์
กรมคลัง              เปลี่ยนเป็น            โกษาธิบดี
กรมนา                     เปลี่ยนเป็น            เกษตราธิการ


 

ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยศักดินาขึ้น และใช้มาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นศักดินาคือ วิธีให้เกียรติยศบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาส โดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์หรือเกียรติยศของบุคคล เช่น

 

ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000 ไร่

 

คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่

 

ทาสมีศักดินา 5 ไร่

 

 การกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ในการกำหนดสิทธิ และหน้าที่ของประชาชน นอกจากนี้

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง