พระพุทธศาสนา

     พระพุทธศาสนา
     พระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้นในชมพูทวีปหรือประเทศอินเดีย เมื่อราว ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว คนไทยรู้จักพระพุทธศาสนาก็เนื่องมาจากพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศานา โดยพระองค์ได้จัดส่งสมณฑูตนำพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปเผยแผ่ในดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นบริเวณดินแดนของไทยในปัจจุบัน นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระพุทธศาสนาได้กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติไทยและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา
     
     พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา
     เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เวลาใกล้เที่ยง ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินี เมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็สิ้นพระชนม์พระองค์จึงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมีผู้เป็นน้า
     เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้รับการศึกษาวิทยาทุกแขนง โดยทรงศึกษาในสำนักของครูวิศวามิตร เจ้าชายสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนสิ้นความรู้ของอาจารย์
     เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ พระชนม์มายุได้ ๑๖ พรรษา ได้อภิเษกสมรสกับพระนางยโสธรา (พิมพา) มีพระโอรสด้วยกันหนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่า พระราหุล
     วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทำให้พระองค์คิดว่า เมื่อคนเราเกิดมาแล้วต้องแก่ เจ็บ และตายในที่สุด ไม่มีใครหลีกพ้นได้ และวิธีที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ คือ การออกผนวช
     ในคืนที่พระโอรสประสูต เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัยเสด็จออกจากพระราชวังเพื่ออกผนวชศึกษาหาความรู้กับนักบวชต่าง ๆ และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาติดต่อกันนานถึง ๖ ปี ก็ไม่สามารถแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ จึงทรงเปลี่ยนวิธีหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต โดยการนั่งสมาธิ จนถึงยามดึกของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พระองค์จึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อพระชนม์มายุ ๓๕ พรรษา ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงมีพระนามว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
     หลังจากตรัสรู้แล้ว บุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด คือ ปัญจวัคคีย์ ซึ่งเคยปรนนิบัติรับใช้พระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หลังจากนั้นพระองค์และสาวกได้เดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปตามที่ต่าง ๆ จนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
     ขณะที่พระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนาอยู่นั้น พระองค์เสด็จไปโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ และพระประยูรญาติ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางพิมพาจึงให้พระราหุลทูลขอราชสมบัติจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้ทรงดำริว่า "ทรัพย์สมบัติเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน " พระองค์จะประทานทรัพย์อันประเสริฐยิ่งกว่าให้พระโอรส จึงให้พระราหุลบรรพชาเป็นสามเณร นับว่าพระราหุลเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา
     พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๔๕ ปี และก่อนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ได้มีนักบวชรูปหนึ่ง ชื่อ สุภัททะ มาขอเฝ้าพระองค์เพื่อถามปัญหาบางประการ และขอบวชเป็นพระสาวก จึงนับว่า สุภัททะ เป็นภิกษุผู้บวชต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นองค์สุดท้าย (ปัจฉิมสาวก)
     พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนม์มายุได้ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี (พุทธศักราชเริ่มนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน)

     ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปเป็นเวลา ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว แต่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์หรือที่เรียกว่า พระธรรม ก็ได้ถ่ายทอดโดยการเล่าสู่กันฟัง (มุขปาฐะ) ต่อมามีการรวบรวมบันทึกไว้เป็นคัมภีร์ เรียกว่า พระไตรปิฎก
     พระพุทธเจ้าทรงมีเมตตาและชี้ทางดับทุกข์ให้แก่มนุษย์ โดยแสดงธรรมให้เห็นว่ามนุษย์ทั้งหลายจะดีหรือชั่วอยู่ที่การกระทำ ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว จึงสรุปหลักธรรมของพระพุทธองค์เป็น ๓ ประการ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

 

                          


ที่มาและได้รับอนุญาตจาก  :
เอกรินทร์  สี่มหาศาล  และคณะ . สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.5. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง