ประวัติบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่น่าภาคภูมิใจ
ในแต่ละท้องถิ่น จะมีบุคคลที่มีความสามารถและทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองทุกยุคทุกสมัย ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น และคนในชาติ การศึกษาประวัติบุคคลสำคัญในท้องถิ่นและผลงานของท่านเหล่านี้จะช่วยให้เรานำไปใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้
ชาวบ้านบางระจัน
ประวัติ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พม่าได้ยกกองทัพเข้ามา 2 ทาง คือ ทางเมืองกาญจนบุรีและเมืองตาก ทัพของเนเมียวสีหบดีได้มาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ แล้วให้ทหารออกปล้นสะดมทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหาร และข่มเหงราษฎรไทย กลุ่มบุคคลที่บางระจันประกอบด้วยหัวหน้า 6 คน คือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก และนายแก้ว ได้รวบรวมชาวบ้านต่อสู้กับพม่า โดยได้อัญเชิญพระอาจารย์ธรรมโชติ จากสำนักวัดเขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผุ้ที่มีความรู้เรื่องวิชาอาคมมาร่วมให้กำลังใจ และมีหัวหน้าเพิ่มขึ้นอีก คือ ขุนสรรค์ นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ และพันเรือง ช่วยกันตั้งค่ายบางระจันขึ้น เพื่อต่อสู้ขัดขวางการรุกรานของพม่า
วีรกรรม
พม่าได้พยายามเข้ามาตีชาวบ้านบางระจันถึง 7 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จนในครั้งสุดท้ายสุกี้ชาวมอญซึ่งเป็นนายกองใหญ่ของพม่า ได้เคยอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน และรู้ว่าชาวบ้านบางระจันถนัดรบในที่แจ้ง จึงอาสามาปราบชาวบ้านบางระจัน โดยสั่งให้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในค่ายแทนการสู้รบกันกลางแจ้ง ทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตาเป็นจำนวนมาก นายทองเหม็นได้ขี่กระบือบุคกเข้าค่ายพม่า แต่ถูกพม่ารุมทำร้ายจนตาย
ส่วนฝ่ายไทยไม่มีปืนใหญ่ยิงตอบโต้ ครั้งเมื่อขอไปทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ให้ โดยอ้างว่าเกรงจะถูกข้าศึกแย่งไประหว่างทาง ชาวบ้านจึงช่วยกันหล่อปืนใหญ่เอง โดยบริจาคของใช้ทุกอย่างที่ทำด้วยทองเหลืองมาหล่อปืนได้สองกระบอก แต่พอทดลองยิง กระบอกปืนก็แตกจนใช้การไม่ได้ ในที่สุดชาวบ้านบางระจันก็พ่ายแพ้แก่พม่า โดยการต่อสู้กันมานานถึง 5 เดือน
วีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกียรติภูมิของคนไทยอันมีค่ายิ่ง และถือเป็นตัวอย่างอันดีของอนุชนรุ่นหลัง ทางราชการจึงได้สร้างอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน (เป็นรูปหล่อของวีรชนที่เป็นหัวหน้าทั้ง 11 คน คือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก นายแก้ว ขุนสรรค์ นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ และนายพันเรือง) ขึ้นบนเนินสูงหน้าค่ายบางระจัน ที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สืบต่อไป
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ . ประวัติศาสตร์ ป.2 . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์






















