สุขภาพกับการดูแลตัวเองเบื้องต้น

สุขภาพกับการดูแลตัวเองเบื้องต้น

ความหมายและความสำคัญของการดูแลตัวเองเบื้องต้น
    การดูแลตัวเองเบื้องต้น หมายถึง การดูแลและรักษาพยาบาลอาการป่วยในระยะเริ่มแรก จนสามารถที่จะใช้ยาสามัญประจำบ้านหรือยาสมุนไพรได้อย่างถูกต้อง การดูแลตัวเองเบื้องต้นมีความสำคัญต่อตัวเรามากหากปฏิบัติถูกต้องจะช่วยลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้ ในทางตรงกันข้ามหากขาดการดูแลรักษาพยาบาลและสนใจตัวเองอาการนั้นอาจมีความรุนแรงหรือเรื้อรังมากขึ้น นักเรียนต้องระลึกเสมอว่าการดูแลตัวเองเบื้องต้นนั้น การเจ็บป่วยก็จะไม่รุนแรงและเรื้อรัง และต้องรีบนำส่งแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างถูกต้อง

หลักปฏิบัติเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น
    เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เบื้องต้นมีแนวปฏิบัติดังนี้
1. พักผ่อนให้เพียงพอ งดใช้ความคิด จะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น อาการหน้ามืด เวียนศีรษะ
2. ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะร่างกายจะได้รับน้ำน้อยกว่าปกติไม่ได้ เพราะอาการของโรคบางอย่างเกิดจากการขสดน้ำหรือทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก เช่น มีไข้สูง ท้องเสีย
3. ใช้ยาให้ถูกต้องเพื่อบรรเทาหรือรักษาอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นลมให้ดมแอมโมเนียหอม ผื่นคันให้ใช้ยาทาแก้ผื่นคัน
4. อุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยในการรักษาพยาบาล เช่น ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวด ใช้ผ้าชุดน้ำเย็นเช็ดตัวเพื่อลดความร้อนของร่างกายเมื่อมีอาการไข้
5. ถ้ามีอาการรุนแรงขึ้นหรือเป็นเรื้อรังอยู่นาน ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ตรวจรักษาให้ถูกต้อง

การรักษาพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย
    เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยที่มีอาการเด่นชัดขึ้น ซึ่งมักมีอาการของการเจ็บป่วยที่สามารถสังเกตอาการผิดปกติ หรือวินิจฉัยอาการของโรคได้ชัดเจน แนวทางในการดูแลรักษาพยาบาลตนเองในเบื้องต้น มีดังนี้
1. การที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ (สูงกว่า 37 องศาเซลเซียล หรือ 98.9 องศาฟาเรนไฮต์) โดยมีสาเหตุจากเชื้อโรคบางชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดการอักเสบหรือมีอาการผิดปกตินั้น เรียกว่า “เป็นไข้” บางคนเรียกว่า “เป็นไข้ตัวร้อน” ซึ่งเราอาจรู้ได้โดยการใช้หลังมือแตะที่หน้าผาก ซอกคอ หรือรักแร้ จะรู้สึกร้อนมากกว่าปกติ ลมหายใจที่ออกมาจะรู้สึกร้อนผ่าว และอาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หนาว ๆ ร้อน ๆ หรือหนาวสั่นหรือบางทีอาจมีอาการปวดศีรษะด้วย
    นอกจากนี้ อาการไข้ยังสามารถตรวจวัดได้โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้อมไว้ใต้ลิ้น หนีบรักแร้ หรือใส่ที่ช่อทวารหนัก
    อาการไข้เป็นอาการหนึ่งที่แสดงว่าร่างกายผิดปกติ หรือเป็นอาการขอโรคใดโรคหนึ่ง อาการไข้มักเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะถ้าร่างกายสามารถเอาชนะความผิดปกติของร่างกายหรือเชื้อโรคได้ อาการก็จะค่อยหายไป แต่ถ้าไม่สามรารถเอาชนะอาการผิดปกติของร่างกายหรือเชื้อโรคได้ อาการไข้ตัวร้อนก็จะปรากฎอยู่ต่อ และอาการของโรคหรือความผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ ก็จะปรากฎตามมา ฉะนั้นอาการไข้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับความผิดปกติของร่างกาย หรือเชื้อโรค
    อาการไข้มักมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย ควรปฏิบัติตนและรักษาพยาบาลตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น
1. เป็นไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ ภายในคอไม่แดง และไม่มีหนอง มักเป็นอาการของโรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ โดยจะมีไข้ ตัวร้อนเป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว คัดจมูก มีน้ำมูกและน้ำตาไหล คอแห้ง เจ็บคอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ
    การรักษาพยาบาล
• ควรใส่เสื้อผ้าที่ช่วยรักษาร่างกายให้อบอุ่นตลอดเวลา
• นอนพักผ่อนให้มาก ๆ ห้ามตรากตรำทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
• ห้ามอาบน้ำเย็น อย่าให้ถูกฝนหรืออากาศเย็น
• ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับเหงื่อให้ออกมากจะช่วยลดไข้ได้ และทดแทนน้ำที่เสียไปเนื่องจากมีไข้สูง
• ควรรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก หรือ ข้ามต้ม
• เวลามีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เพื่อลดความร้อน
• รับประทานยาแก้ปวดลดไข้ แอสไพริน หรือยาพาราเซตามอล (ถ้าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกรับประทานยาแอสไพริน)
• ถ้ามีอาการไอ ควรให้จิบยาแก้ไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา หรือจิบบ่อย ๆ เด็กรับประทานลดลงตามส่วน หรือใช้ยาแก้ไอน้ำเชื่อม ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง เด็กลดลงตามส่วน
• ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

2. เป็นไข้จากโรคไข้เลือดออก
    จะมีไข้สูงตลอดเวลา อาการไข้มักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด หน้าแดง ตาแดง เบื่ออาหาร กระหายน้ำ อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมาในวันที่ 4-5 ของโรคจะมีอาการซึมตัวเย็นเหงื่อออกตามกระวนกระวายปัสสาวะออกน้อยและมีจุดแดง ๆ จ้ำเขียว ๆ ขึ้นตามหน้า แขนขา และลำตัว มีเลือดกำเอาออก หรืออาจมีอุจจาระเป็นสีดำโรคนี้เป็นกันมากกับเด็กอายุ 2-10 ปี
    การรักษาพยาบาล
    เมื่อมีไข้สูงควรเช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ อย่าให้ยาลดไข้เองหากไม่รู้จักชนิดของยา วิธีการใช้ยาดีพอถ้าต้องให้ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพรินเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เลือดออกมากขึ้นจากนั้นให้รีบนำไปพบแพทย์โดยเร็ว

3. เมื่อเกิดอาการคันตามผิวหนัง
    อาการผื่นคันตามผิวหนัง เป็นอีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในสภาวะแวดล้อมที่มีมลพิษมาก แม้อาการผื่นคันไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเสียชีวิตได้โดยตรง แต่อาการแทรกซ้อนต่าง  ๆ ที่เกิดก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน
    สาเหตุ อาการคันตามผิวหนังอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งสาเหตุจากภายนอกร่างกาย เช่น แพ้ฝุ่นละออง แพ้เกสรดอกไม้ แมลงหรือยุงกัด ถูกสารเคมีบางอย่าง หรืออาจมีสาเหตุมาจากภายในร่างกาย เช่น แพ้อาหารบางชนิด โดยเฉพาะอาหารทะเล
    ลักษณะของอาการผื่นคัน อาจเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนังบางส่วนหรือทั่วร่างกาย เป็นตุ่มคันเฉพาะที่หรือเป็นตุ่มแดงหนานูนมีขอบชัดเจน ที่สำคัญมักมีอาการคันเกิดร่วมด้วย
    การรักษาพยาบาล
• หลีกเลี่ยงสาเหตุ โดยพยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผื่นคัน เช่น ถูกสารเคมีหรืออาหารทะเล หากพบสาเหตุควรหลีกเลี่ยง อาจทำให้ผื่นคันหายไปได้
• ถ้ามีอาการผื่นคันให้ใช้ผ้าชุบน้ำแข็งหรือยาบรรเทาอาการคัน เช่น คาราไมน์โลชั่น ทาบริเวณมีอาการ ไม่ควรเกา เพราะจะทำให้มีอาการคันมากขึ้น ผิวหนังถลอก อาจอักเสบและเป็นแผลได้

4. เมื่อเกิดอาการท้องผูก
    “ท้องผูก” เป็นอาการที่ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายกากอาหารหรืออุจจาระได้เป็นปกติ
    สาเหตุ
1. ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา หรืออดกลั้นไว้เร่งรีบไม่มีเวลา ห้องส้วมไม่ว่างหรือสกปรกอุจจาระจะอยู่ในลำไส้นานขึ้น และลักษณะแข็ง การบีบตัวของลำไส้ก็จะน้อยลงด้วย ทำให้อุจจาระยากขึ้น
2. รับประทานอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่ย่อยยาก
3. รับประทานอาหารพวกผัก และผลไม้น้อยเกินไป
4. ดื่มน้ำน้อยเกินไป
5. ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
6. นอนดึก วิตกกังวล มีความเครียด
7. เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารบางชนิด เช่น เนื้องอกในลำไส้ใหญ่
อาการ
ผู้ที่ท้องผูกมักมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นและอึดอัด ถ่ายอุจจาระลำบาก เวลาถ่ยจะปวดบริเวณทวารหนักมาก ถ้าท้องผูกเป็นเวลานานอาจทำให้เป็นโรคริดสีดวงทวารได้ นอกจากนี้บางคนอาจมีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และสิวฝ้าขึ้นตามใบหน้า
การป้องกันและรักษา
1. ฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลาไม่อดกลั้นเมื่อรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ
2. รับประทานอาหารพวกผักและผลไม้มาก ๆ โดยเฉพาะผลไม้บางชนิด เช่น มะละกอ กล้วย จะช่วยให้ถ่ายอุจจาระง่ายขึ้น
3. ดื่มน้ำมาก ๆ
4. ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
5. เมื่อท้องผูกมากอาจรับประทานยาระบายอ่อน ๆ หรือใช้ยาเหน็บทวาร เพื่อช่วยให้ถ่ายได้ง่าย
6. ถ้ามีอาการท้องผูก เป็นไข้ถ่ายเป็นเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

5. เมื่อเกิดอาการท้องเสีย
ท้องเสีย เป็นการถ่ายอุจจาระออกมามีลักษณะเหลวปนน้ำ หรือถ่ายเป็นน้ำ และมักจะถ่ายบ่อย ๆ ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจาก
1. การติดเชื้อของโรค เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ
2. โรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารบางชนิด โรคลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่ อาจทำให้มีการหลั่งน้ำออกมามากกว่าปกติ
3. การได้รับสารพิษ เช่น สารบอแรกซ์
อาการ
ผู้ที่ท้องเสียนอกจากจะถ่ายเป็นน้ำวันละหลายครั้งหรือถ่ายมีมูกเลือด ยังอาจมีอาการปวดท้องขณะถ่าย ท้องอืดเฟ้อ จุกเสียด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียและมีไข้
การป้องกันรักษา
1. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังจากการเข้าห้องส้วมทุกครั้ง
2. รับประทานอาหารที่สุกสะอาด
3. เมื่อเกิดท้องเสีย ให้ดื่มน้ำอุ่น รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และพักผ่อนมาก ๆ
4. ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรม
5. ถ้ามีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

การใช้ยาสามัญประจำบ้านและยาสมุนไพร
1. การดูว่ายานั้นหมดอายุหรือไม่
- ถ้าเป็นยากลุ่มยาปฏิชีวนะ ผู้ผลิตมักจะแสดงข้อความหมดอายุของยาไว้ของยาไว้ เช่น ใช้คำว่า Expired Date  หรือ Exp.Date หรือ Expiry Date หรือ Used Before แล้วตามด้วย วัน เดือน ปี ที่หมดอายุ
- ถ้าเป็นยาโดยทั่วไป ผู้ผลิตมักจะบอกเฉพาะ วันเดือนปี ที่ผลิตไว้เท่านั้น ซึ่งยาประเภทนี้ มักมีอายุไม่เกิน 5 ปี นับจากวันผลิต ตัวอย่าง เช่น Manufactured Date หรือ Mfg.Date แล้วตามด้วย วัน เดือน ปี ที่ผลิต
2. การสังเกตการเสื่อมของยา โดยทั่วไปสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายนอก เช่น การเปลี่ยนสี กลิ่น รูปร่าว ลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิม

ความเข้าใจเกี่ยวกับยาสามัญประจำบ้าน
    ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่เราสามารถนำใช้ได้ด้วยตนเอง ค่อนข้างที่จะมีความปลอดภัยแต่ถ้าเพื่อให้การใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความถูกต้องมากขึ้น นักเรียนควรได้ทำความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องดังนี้
    ความหมายของยาสามัญประจำบ้าน หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน เพื่อให้ประชาชนใช้โดยไม่ต้องให้แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ
    ตัวอย่างยาสามัญและสรรพคุณที่องค์การเภชกรรมผลิตยาสามัญประจำบ้าน
1. ยาธาตุน้ำแดง บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยเจริญอาหาร เขย่าขวดก่อนรับประทาน รับประทานก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง
2. แอมโมเนียหอม บรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ทาผิวหนัง บรรเทาเนื่องมาจากแมลงกัดต่อยหรือถูกพืชมีพิษ ใช้สำลีชุบดม
3. พาราเซตตามอล ลดไข้ บรรเทาอาการปวด รับประทานทุก 4 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมง
4. ยาลดไข้ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก ลดไข้ บรรเทาอาการปวด รับประทานทุก 4 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมง

ความเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพร
    มนุษย์รู้จักการนำยาสมุนไพรมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยตั้งแต่โบราร แม้ด้านวิทยาศาสตร์จะเจริญ มนุษย์ก็นำส่วนต่าง ๆ ของพืช และสัตว์มาเป็นยา บางชนิดไม่ได้แปรสภาพสรรพคุณในการรักษาก็ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบัน เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนักเรียนควรทำความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. ความหมายของยาสมุนไพร หมายถึง ยาที่ได้จากซากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ผสม ปรุงแต่งหรือแปรสภาพได้จากพืช ได้แก่ ขิง ตำลึง ตะไคร้ ฝรั่ง ฟักทอง ส่วนที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ นอแรด เขี้ยวเสือ ดีงูเหลือม
2. ประเภทของยาสมุนไพร แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
    2.1 ยาสมุนไพรประเภทพืช เป็นการนำเอาส่วนต่าง ๆ ของพืชมาเป็นยารักาโรค เช่น ใบ เปลือก เกสร เมล็ด ราก ดอก
    2.2 ยาสมุนไพรประเภทสัตว์ ได้แก่ ขน ขา ฟัน งาเกล็ด หนัง ดี ตับ
    2.3 ยาสมุนไพรประเภทแร่ธาตุ มี 2 ประเภท คือ พวกที่สลายตัวยาก และพวกสลายตัวง่าย ได้แก่ ทองคำ เงิน พิมเสน ดีเกลือ ดินสอพอง

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง