ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 4-7) ตอนกฎหมายและการศาลและเศรษฐกิจ

ใบความรู้

เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 4-7)

รายวิชา สังคมศึกษา  รหัส ส 33101                         ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
------------------------------------------------------------------------------------

กฎหมายและการศาล

                - สมัยรัชกาลที่ 4

                   เป็นระยะที่ชาวยุโรปเริ่มแสวงหาอาณานิคมลัทธิจักรวรรดินิยมและกำลังขยายเข้ามายังประเทศไทย รัชกาลที่ 4 ทรงตรากฎหมายและประกาศต่างๆ ขึ้นใช้บังคับมากมาย เพื่อให้ทันสมัยเหมาะสมกับบ้านเมือง เช่น พ.ร.บ.มรดกสินเดิมและสินสมรส พ.ร.บ.พระสงฆ์และศิษย์วัด เป็นต้น

                - สมัยรัชกาลที่ 5

                   1. ตั้งกระทรวงยุติธรรมให้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องศาลทั้งหมด โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระราชโอรสในพระองค์กับเจ้าจอมมารดาตลับ ผู้ซึ่งได้ไปศึกษาวิชากฎหมายจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ช่วยเหลือ และได้แต่งตั้งให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พร้อมกับตั้งโรงเรียนสอนกฎฆมายขึ้นและดำเนินการสอนโดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดาแห่งกฎหมายและศาลไทย)

                   2. ตรวจชำระกฎหมาย เช่น กฎหมายลักษณะอาญา ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายทันสมัยที่สุดฉบับแรกของไทย ตรากฎหมาย พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 พ.ร.บ.กรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.120 กฎหมายว่าด้วยการเลิกทาส พ.ศ.2448

                   3. ยกเลิกศาลตามกรมกองต่างๆ จัดระเบียบการศาลในกรุงเทพและหัวเมืองให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ แบ่งศาลเป็น 3 ชั้น คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

                   4. เลิกวิธีการไต่สวนของตุลาการตามระเบียบเดิมที่ใช้จารีตนครบาล (การทรมานร่างกายให้ยอมรับผิด เช่น บีบขมับ ตอกเล็บ เป็นต้น) วางระเบียบไต่สวนแบบอารยประเทศคือให้มีการสืบพยานแทน

                - สมัยรัชกาลที่ 6

1.             ให้ดำเนินการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อจากสมัยรัชกาลที่ 5

2.             ตั้งกรมร่างกฎหมายขึ้น

3.             ตรากฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์

- สมัยรัชกาลที่ 7

                   ระบบการศาลและกฎหมายยังคงดำเนินตามสมัยที่ผ่านมา

 

 

การเศรษฐกิจ

                - สมัยรัชกาลที่ 4

                   1. อังกฤษขอให้มีการแก้ไขสนธิสัญญาเบอร์นี่ใหม่ ไทยจะไม่ยอมอังกฤษทำท่าว่าจะบังคับ

                   2. ไทยทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ พ.ศ.2398 มีสาระสำคัญทางด้านเศรษฐกิจดังนี้

                                2.1 พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายในประเทศไทยได้โดยเสรีไม่ต้องผ่านคนกลาง

                                2.2 ไทยเก็บภาษีขาเข้าได้ร้อยละ 3 สำหรับสินค้าขาออกใช้อัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดต่อท้ายสัญญา               

                                2.3 ไทยให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่คนในบังคับอังกฤษ

                                สนธิสัญญาเบาริ่งไม่ได้กำหนดเวลาเลิกใช้หรือเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ

                   3. โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง จากการผูกขาดโดยพระคลังสินค้ามาเป็นแบบการค้าเสรี การค้าขายขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น

                   4. ระบบการผลิตเริ่มมีการปรับปรุง จากการผลิตแบบยังชีพเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก

                   5. มีการขุดคลองเพื่อการสัญจรและการค้า เช่น คลองผดุงกรุงเกษม คลองหัวลำโพง คลองดำเนินสะดวก คลองภาษีเจริญ คลองมหาสวัสดิ์ คลองเจดีย์บูชา

                - สมัยรัชกาลที่ 5

                   1. ทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ.2416 เป็นสำนักงานกลางเก็บผลประโยชน์และรายได้ต่างๆ ของแผ่นดิน

                   2. พ.ศ.2435 ให้ยกฐานะหอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

                   3. พ.ศ.2439 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้จัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรก เพื่อให้การยอมรับว่าเงินของแผ่นดินเป็นไปอย่างรัดกุมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

                   4. นำเงินส่วนพระองค์(ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)ที่เรียกกันว่าพระคลังข้างที่ออกจากพระคลังมหาสมบัติ และให้พระคลังข้างที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดการปะปนกับรายได้แผ่นดิน

                   5. ยกเลิกเจ้าภาษีนายอากร แต่งตั้งข้าหลวงไปประจำทุกมณฑล

                   6. ปรับปรุงการเงิน เดิมใช้เงินพดด้วงมาเป็นใช้ธนบัตรแทน ใช้เงินเหรียญและสตางค์แทนเงินปลีก (ใช้ระบบทศนิยมแบบมาตราเมตริก คือ 100 สตางค์ เป็น 1 สลึง..)

                   7. ตั้งธนาคารเอกชนแห่งแรกชื่อบุคคลัภย์ ต่อมาเรียกชื่อว่าแบงค์สยามกัมมาจล ปัจจุบันคือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

                   8. ส่งเสริมอาชีพราษฎร ตั้งกรมชลประทานดูแลและจัดหาน้ำ ตั้งกรมโลหะกิจ ดูแลเหมืองแร่ ตั้งกรมป่าไม้ดูแลป่าไม้ ด้านการสื่อสารตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข สร้างทางรถไฟ            

          - สมัยรัชกาลที่ 6

                 1. ตั้งธนาคารออมสิน 

                 2. ตั้งกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์

                 3. ตั้งกรมสรรพากรและกรมตรวจเงินแผ่นดิน 

                ในตอนปลายรัชกาลฐานะการคลังของประเทศทรุดลงเนื่องจากสาเหตุการเกิดอุทกภัยและเศรษฐกิจกระทบกระเทือนด้วยวิกฤตการหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

                - สมัยรัชกาลที่ 7 (ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

                   1. ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1

                   2. รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ปัญหาด้วยการใช้นโยบายประหยัดดังนี้

                       2.1 ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยทั้งส่วนของราชการและราชสำนัก

                       2.2 ยุบรวมกระทรวง ทบวง กรม

                       2.3 ปลดข้าราชการเป็นจำนวนมากเพื่อลดค่าใช้จ่าย 

--------------------------------------------

จงตอบคำถามต่อไปนี้

                1. การปฏิรูปกฎหมายและการศาลในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศอย่างไร

                2. สิทธิสภาพนอกอาณาเขต หมายถึงอะไร ใครได้ใครเสียจากสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนี อย่างไร

                3. จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความ เป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง