ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ


ดวงอาทิตย์
ข้อมูลดวงอาทิตย์
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,392,000 กิโลเมตร (109 เท่าของโลก)
มวล (โลก = 1)     332,943 เท่าของโลก
ความหนาแน่นเฉลี่ย     1,408 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
หมุนรอบตัวเองที่เส้นศูนย์สูตร  25.04 วัน
อุณหภูมิพื้นผิวประมาณ     6,000 องศาเซลเซียส
แรงโน้มถ่วงที่ผิว        27.9 เท่าของโลก
ธาตุสำคัญ ไฮโดรเจน 71% ฮีเลียม 27%
ออกซิเจนและธาตุอื่น ๆ 2%

ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์สามัญดวงหนึ่ง มี่ขนาดและความสว่างอยู่ในระดับกลาง ๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่น เป็นกลุ่มก๊าซร้อนจัดขนาดมหึมา ที่รวมตัวเป็นทรงกลมอยู่ได้ ด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาลและการหมุนรอบตัวเอง

การศึกษาสเปกตรัมของแสงอาทิตย์ พบว่า ดวงอาทิตย์มีธาตุต่าง ๆ อยู่มากมาย ธาตุที่มีมาก ที่สุดในดวงอาทิตย์ถึง 3 ใน 4 ส่วน คือ ไฮโดนเจนรองลงมาคือ ฮีเลียม ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในสภาวะที่เรียกว่าพลาสมา (plasma) คือมีประจุไฟฟ้า เพราะอยู่ภายใต้อุณหภูมิและความกดดันสูงมาก ประมาณว่าในใจกลางของดวงอาทิตย์คงมีอุณภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งสูงมากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ หลอมไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียมกระบวนการนี้ให้พลังงานแผ่ออกไปในระบบสุริยะปริมาณมหาศาล

พลังงานจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาหลายรูปแบบ คือ อนุภาคพลังงานและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยคลื่นต่าง ๆ ที่มีความยาวคลื่นหลายช่วง บางช่วงคลื่น มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ได้แก่ คลื่นวิทยุ รังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา รังสีคอสมิก เป็นต้น และบางช่วงคลื่นที่เรามองเห็นได้คือในคลื่นแสงธรรมดา

ชีวิตของดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์จัดเป็นดาวฤกษสีเหลือง อุณหภูมิผิวประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส อยู่ห่างจากโลกประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร อยู่ในวัยกลางของชีวิต คือ ประมาณ 5,000 ล้านปี คาดว่าดวงอาทิตย์จะมีอายุคงอยู่ต่อไปอีกราว 5,000 ล้านปี ตลอดชีวิตของดวงอาทิตย์ จึงมีอายุยืนยาวราว 10,000 ล้านปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของดาวฤกษ์ทั่วไป

โครงสร้างดวงอาทิตย์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตัวดวงอาทิตย์ ใจกลางดวง (Core) มีขนาด 0.25 ของรัศมีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิสูงประมาณ 15,000,000 องศาเซลเซียส เป็นแหล่งเกิดปฏิกิริยา เทอร์โมนิวเคลียร์ สร้างพลังงานมหาศาลของดวงอาทิตย์
1. ชั้นแผ่รังสี (Radiation Zone) ขนาดราว 0.86 ของรัศมีดวงอาทิตย์ เป็นบริเวณที่พลังงานจากใจขกลางดวง แผ่รังสีออกสู่ชั้นนอกของดวงอาทิตย์
2. ชั้นพาพลังงาน (Convection Zone) เป็นชั้นที่นำพลังงานชั้นแผ่รังสีออกสู่ผิวดวงอาทิตย์ ปรากฎสว่างจ้าในบรรายากาศ ชั้นผิวหน้าดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า ชั้นโพโตสเฟียร์

ชั้นบรรยายกาศของดวงอาทิตย์ มี 3 ชั้น คือ
1. โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) เป็นชั้นของแสงของดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็นเป็นดวงจ้า มีอุณหภูมิประมาณ 4,000-6,000 องศาเซลเซียส เป็นชั้นบาง ๆ แต่สว่างมากจนเราไม่สามารถมองผ่านลึกลงไปถึงดวงอาทิตย์ได้
2. โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) เป็นชั้นบรรยากาศบาง ๆ สูงขึ้นจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 6,000-20,000 องศาเซลเซียส เป็นชั้นที่เกิดปรากฏการณ์รุนแรงบนดวงอาทิตย์ เช่น พวยก๊าซ เส้นสายยาว ของลำก๊าซ หรือ การระเบิดลุกจ้าบนดวงอาทิตย์
3. โคโรมา (Coroma) เป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิสูง 1-2 ล้านองศาเซลเซียส แผ่อาณาเขตกว้างไกลออกไปมากกว่า 5 เท่าของตัวดวงอาทิตย์ มีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในตัวดวงอาทิตยื มองเห็นได้เฉพาะขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนไปบังโฟโตสเฟียร์เท่านั้น เป็นแสงสว่างเรือง สีขาวนวล แผ่ออกโดยรอบ มีลักษณะเป็นเส้นลายคล้ายเส้นแรงสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์

จุดบนดวงอาทิตย์กับลมสุริยะ จุดบนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นที่ชั้นโฟโตสเฟียร์ บริเวณจุดมีเส้นแรงแม่เหล็หนาแน่น เพราะความร้อน ที่ส่งออกมาจากตัวดวงถูกสนามแม่เหล็กความเข้มสูงหน่วงไว้ รบกวนการหมุนเวียนและการส่ง พลังงานของมวลสารภายในตัวดวงและทำให้เกิดการระเบิดลุกจ้า (Solar Flares) ตามมา ลำก๊าซพุ่งขึ้นเป็นทางยาว เรียกว่า ฟิลาเมนท์ (Filaments) บางครั้งเรามองเห็นที่ขอบดวงเป็นลำก๊าซ ขนาดใหญ่พุ่งขึ้นและโค้งตกกลับลงสู่ผิวดวง เรียกว่า พวยก๊าซ (Prominences) พบความสัมพันธ์ระหว่างจุดกับการระเบิดลุกจ้า เมื่อมีจุดเกิดขึ้นมากก็เกิดการระเบิดลุกจ้าบ่อย การระเบิดสาดกระแสธารอนุภาคประจุไฟฟ้าพลังสูงแผ่ออกไปในระบบสุริยะ เกิดเป็น ลมสุริยะ (Solar Wind) เคลื่นที่ด้วยความเร็วสูงและเดินทางมาถึงโลกในเวลา 3-4 วัน ลมสุริยะเป็นอันตรายต่อชีวิตบนโลก โชคดีที่โลกมีบรรยากาศห่อหุ้มและยังมีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกันภัยไม่ให้อนุภาคเหล่านั้นผ่านลงสู่ผิวโลกได้ เมื่อลมสุริยะปะทะกับสนามแม่เหล้กโลกทำให้สนามแม่เหล็กโลกแปรปรวน และเนื่องจากเส้นแรงแม่เหล็กโลกพุ่งเข้าและพุ่งออกจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกในแนวดิ่ง ดังนั้น อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจากลลมสุริยะจึงเคลื่อนที่ควงสว่านรอบ เส้นแรงแม่เหล็กโลก วิ่งเข้าสู่บรรยากาศโลกทางขั้นเหนือหรือขั้วใต้ แต่ไม่สามารถผ่านเข้ามาใน แนวเส้นศูนย์สูตร นอกจากอนุภาคที่มีพลังงานสูงมากเท่านั้น
 

อิทธิพลของลมสุริยะต่อโลก จากการศึกษาดวงอาทิตย์ต่อเนื่องมานานกว่า 250 ปี พบว่าปริมาณ จุดบนดวงอาทิตย์มีการเพิ่มขึ้นและลดลงเป็นคาบทุกรอบ 11 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2543-2544 เป็นช่วงที่เกิดจุดบนดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นนับเป็นคาบที่ 23 เมื่อเกิดการระเบิดลุกจ้าขึ้น ดวงอาทิตย์แผ่ลมสุริยะมายังโลกรุนแรง อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อบรรยากาศโลกดาวเทียมและยาวอวกาศที่โคจรรอบโลก ตลอดจนระบบสื่อสารและระบบไฟฟ้าบนพื้นโลกได้

ผลกระทบต่อโลกด้านต่าง ๆ
- อนุภาคประจุไฟฟ้าจำนวนมากที่วิ่งาควงสว่านรอบเส้นแรงแม่เหล็กโลกลงมาทางขั้วเหนือหรือขั้วใต้ ทำให้บรรยากาศชั้นบนของโลกปั่นป่วน และทำให้สนามแม่เหล็กโลกแปรปรวนไป
- การสื่อสารด้วยสัญญาณวิทยุบนโลกอาศัยบรรยากาศระดับไอโอโนสเฟียร์ทำหน้าที่คล้ายเพดานสะท้อนสัญญาณวิทยุคลื่นสั้นกลับลงมายังโลก เมื่อบรรยากาศชั้นนี้ปั่นป่วน คลื่นวิทยุที่ส่งออกไปไม่ถูกสะท้อนกลับ จึงทำให้การรับคลื่นวิทยุสั้นบนโลกขัดข้องไปด้วย โดยปกติเป็นระยะนาน 1-20 นาที ต่อครั้ง
- ลมสุริยะที่ผ่านเข้ามาทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนของโลก ทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศอุ่นขึ้นและพองตัวจนอาจไปดึงดาวเทียวหรือยาวอวกาศในระดับสูงให้ลดต่ำลงได้บางครั้งจึงจำเป็นต้องจุดจรวดขับดันผลักดาวเทียมสูงขึ้นไปในระดับที่ต้องการ วิศวกรผู้ดูแล จึงต้องควบคุมและจัดการให้ดาวเทียมอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ปกติแล้วการสร้างดาวเทียมและยาวอวกาศได้วางแผนป้องกันเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อนแล้ว
- ปริมาณอนุภาคประจุไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกระทบกระเทือนต่อการทำงานของวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายในดาวเทียมและยาวอวกาศ ตลอดจนอาจเพิ่มแรงดันในระบบ ไฟฟ้าบนโลกให้ชำรุดเสียหายหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นได้

ปรากฎการร์ออรอรา (Aurora)
เมื่อลมสุริยะผ่านเข้ามาทำปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้นบนของโลกในระดับไอโอโนสเฟียร์ ซึ่งสูงราว 120 กิโลเมตรขึ้นไป อะตอมของก๊าซออกซิเจนและไนโตรเจนถูกระตุ้นเรืองแสงสว่างสวยงามคล้ายม่านของแสงพลิ้วไปในท้องฟ้ากลางคืน เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ออรอรา หรือ แสงเหนือ เมื่อเกิดในท้องฟ้าใกล้ขั้วเหนือ และ แสงใต้ เมื่อเกิดในท้องฟ้าใกล้ขั้วใต้

ดาวพุธ (Mercury)
    เส้นผ่าศูนย์กลาง        4,880 กิโลเมตร
    มวล (โลก =1)        0.055 เท่าของโลก
    ความหนาแน่นเฉลี่ย        5,430 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
    คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์         88 วัน
    คาบการหมุนรอบตัวเอง        59 วัน
    ระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ย        58 ล้านกิโลเมตร

ดาวพุธ เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด เมื่อสังเกตุในท้องฟ้าจึงเห็นดาวพุธเป็นดวงเล็ก ๆ สีขาว อยู่ใกล้ของฟ้าขณะดวงอาทิตย์อยู่ใต้ขอบฟ้าลงไป บางครั้งดาวพุธปรากฎตอนเช้าทางฟ้าด้านตะวันออก บางครั้งก็ปรากฏตอนเย็นทางฟ้าตะวันตก แล้วแต่ตำแหน่งการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นดาวพุธค่อนข้างยาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะระยะห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมสูงสุดประมาณ 28 องศาจากขอบฟ้าเท่านั้นการสังเกตจากกล้องโทรทรรศน์ดีที่สุดบนโลก ไม่อาจเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวดาวพุธได้ เพราะดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก จนมักกลืนหายไปในแสงอาทิตย์หมด

โครงสร้างดาวพุธ สันนิษฐานว่าแกนใจกลางของดาวพุธคงร้อนและเหลว ขนาดใหญ่ราว 75% ของตัวดวง พื้นผิวเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมากมายคล้ายดวงจันทร์ของโลก แต่เนื่องจากดาวพุธมี สนามแรงโน้มถ่วงมากกว่าดวงจันทร์ หลุมอุกกาบาตที่เกิดจากวัตถุอื่น พุ่งชนอย่างแรง สาดกระจายมวลสาร ตกกระแทก พื้นผิวเกิดเป็นหลุมขนาดเล็กอยู่ใกล้เคียงกับหลุมใหญ่ มากกว่าลักษณะที่ปรากฎคล้ายกับบนดวงจันทร์

หลุมอุกกาบาตบางแห่งพบว่ามีพื้นที่ราบอายุเก่าแก่กว่าอยู่ภายในหลุมนักดาราศาสตร์อธิบายว่า เกิดจากวัตถุอื่นขนาดใหญ่พุ่งชนอย่างแรงในสมัยที่ดาวพุธเริ่มก่อกำเนิดในระบบสุริยะ วัตถุตก เจาะกระแทกผิวพื้นทำให้ลาวาใต้เปลือกผิว ไหลออกมาทับถมและแข็งตัวเกิดเป็นพื้นที่ราบ ภายในหลุมอุกกาบาตนั้น

บรรยากาศ ดาวพุธไม่มีบรรยากาศชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะขณะที่ดาวพุธ ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อราว 4,600 ล้านปีก่อน ความร้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้ก๊าซหลุดหนีไปจากดาวพุธ ยานอาวกาศมาริเนอร์ 10 สังเกตพบฮีเลีบมเล็กน้อย มากในระดับสูง 1,000 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว เนื่องจากดาวพุธไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มที่จะปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกันระหว่างซีกที่รับแสงอาทิตย์กับซีกมืด ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวสองด้านแตกต่างกันมาก ขณะที่ด้านกลางคืนเป็น -180 องศาเซลเซียสด้านกลางวันมีอุณหภูมิสูงถึง 450-650 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนมากพอที่ตะกั่วหลอมละลายได้

ดาวศุกร์
ประกอบด้วยก๊าซคอร์บอนไดออกไชด์ 97 % พบไนโตรเจน อาร์กอน เล็กน้อย ผลจากการมีก๊าซคาร์บอนไดออกไชด์ ในบรรยากาศ ทำให้เกิด ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) ซึ่งแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้าสู่ ดาวศุกร์ได้ แต่รังสีอินฟราเรดผ่านออกจากบรรยากาศของดาวศุกร์ไม่ได้ ทำให้ดาวศุกร์มีอุณหภูมิสูงประมาณ 500 องศาเซลเซียส

ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2 ระบบสุริยะมีขนาดใกล้เคียงกับโลกจนได้ชื่อว่าเป็น “น้องสาวฝาแฝด” กับโลก มองเห็นดาวศุกร์สว่าง สุกใส สีขาว ดาวศุกร์มีวงโคจรรอบดวงอิทตย์เล็กว่าโลก เราจึงเห็นดาวศุกร์ปรากฎได้สองฟากฟ้า แล้วแต่ตำแหน่งในวงโคจรของดาวศุกร์เทียบกับดวงอาทิตย์ เมื่อปรากฏทางฟ้าด้านตะวันออกตอนเช้ามืด เรียกว่า ดาวรุ่ง หรือ ดาวประกายพรึก แต่เมื่อปรากฏทางฟ้าด้านตะวันตกตอนหัวค่ำ เรียกว่า ดาวประจำเมือง เมื่อมองดาวศุกร์จากล้องโทรทรรศน์เห็นเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์วันข้างขึ้นหรือข้างแรม ดาวศุกร์หมุนรองตัวเองในทิศทางตรงข้ามกับโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ คือ หมุนจาก ทิศตะวันออกไปทางตะวันตก

โครงสร้างดาวศุกร์ สันนิษฐานว่าใจกลางดาวศุกร์เป็นโลหะและซิลิเคทหลอมเหลว แต่มีสนามแม่เหล็กอ่อนมากจากภาพถ่ายด้วยระบบเรดาร์พบว่า ดาวศุกร์มีพื้นที่ราบเป็นทวีปกว้างใหญ่ 2 แห่ง คือ ที่ราบอะโพรไดท์ (Aphrodite- เป็นชื่อเทพธิดาแห่งความรักของชาวกรีก) มีขนาดใหญ่ ราวทวีปอัฟริกากับที่ราบอิซทาร์ (Ishtar-เป็นชื่อเทพธิดาแห่งความรักของชาวบาบิโลนเนีย) มีขนาดใหญ่ราวทวีปออสเตรเลียเป็นที่สูง มีแนวภูเขาเหยียดยาว แต่ไม่มีลักษณะของ แผ่นเลื่อนของทวีปที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนดาวศุกร์ พื้นผิวของดาวศุกร์มีหลุมอุกกาบาตใหญ่ไม่มาก อาจเป็นเพราะอุกกาบาตขนาดเล็กถูกเผาไหม้ใน บรรยากาศหนาทึบ มีเพียงบางก้อนที่ใหญ่มากจึงจะฝ่าบรรยากาศตกกระแทกพื้นผิวเกิดเป็นหลุมลึกได้ พบลาวาไหลเป็นทางยาวกว่า 6,000 กิโลเมตรแสดงว่ามีภูเขาไฟทั้งที่ดับแล้ว และยังปะทุอยู่

โลก (The Earth)
    ข้อมูลเกี่ยวกับโลก เส้นผ่านศูนย์กลาง 12,756 กิโลเมตร
    มวล 5.98x (10 ยกกำลัง 24) กิโลกรัม
    ความหนาแน่นเฉลี่ย  5,520 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
    คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.26 วัน
    คาบการหมุนรอบตัวเอง 23.93 ชั่วโมง
    ระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ย 150 ล้านกิโลเมตร
    ความเอียงของแกนโลกจากแนวตั้งฉาก 23.5 องศา
    ความเร็วเฉลี่ยในการเคลื่อนที่ 29.78 กิโลเมตร/วินาที
    อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ย 15 องศา
    องค์ประกอบของบรรยากาศ ไนโตรเจน 77 % ออกซิเจน 21 %
    คาร์บอนไดออกไซด์ อาร์กอน ไอน้ำ และอื่น ๆ 2%

โลก เป็นดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 3 เป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะพิเศษจากดาวดวงอื่น ๆ เพราะเป็นดาวดวงเดียวที่มีพื้นผิวส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งไม่ปรากฎมีอยู่บนดาวเคราะอื่นใดในระบบสุริยะ โลกจึงได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์แห่งพื้นน้ำ โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์พอเหมาะ มีขนาดและมวลอันเหมาะสม บรรยากาศประกอบด้วยก๊าซต่าง ๆ ที่ไม่เป็นพิษต่อชีวิต อุดมด้วยก๊าซ ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ซึ่งส่วนสัดของก๊าซต่าง ๆ เหล่านี้ได้สมดุลกันอยู่เสมอในบรรยากาศโลก แกนของโลกเอียงเป็นมุมประมาณ 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจร และหมุน รอบตัวเองเร็ว วงโคจรรองดวงอาทิตย์เป็นวงรีค่อนข้างกลม ลักษณะเหล่านี้ทำให้เกิดฤดูกาลหมุนเวียนบนโลก อุณหภูมิโดยเฉลี่ยพอเหมาะสมและใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี ปัจจัยดังกล่าวก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมบนโลกเอื้ออำนวยให้มีชีวิตอุบัติขึ้น ดำรงอยู่ได้ และมีวิวัฒนาการ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

โครงสร้างของโลก  ผิวเปลือกโลกระยะ 30-50 กิโลเมตรลึกลงไปในพื้นแผ่นดินและลึกประมาณ 5-10 กิโลเมตร ใต้พื้นมหาสมุทร ชั้นหินหลอมละลาย หรือ แมนเทิล(Mantle) ความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร แกนในเป็นเหล็กและนิเกิลแข็งห่อหุ้มด้วยแกนนอกที่เป็นของเหลว ความหนาราว 3,500 กิโลเมตรอุณหภูมิสูงราว 4,000 องศาเซลเซียส ภายใต้ความกดดันสูง จากร่องรอยหลักฐานของพื้นดินบนโลก สันนิษฐานว่าโลกคงเคยมีพื้นแผ่นดินเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ด้วยการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในใจกลางดวงทำให้ผืนดินแยกตัว กระจายออกจากกัน เกิดเป็นทวีปต่าง ๆ ในปัจจุบันคาดว่าคงจะมีทวีปใหม่ๆ กระจายมากขึ้นในอีก 10 ล้านปีข้างหน้า

แถบรังสีห่อหุ้มโลก สูงขึ้นไปจากผิวโลกประมาณ 3,200 กิโลเมตร มีแถบรังสีห่อหุ้มโลกไว้ 2 ชั้น ลักษณะคล้ายขนมโดนัท แถบรังสีนี้ถูกค้นพบเมื่อสหรัฐอเมริกาส่งดาวเทียมเอ๊กซ์พลอเรอร์ 1 ขึ้นไปสำรวจอวกาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2510 เรียกว่าแถบรังสีแวน อัลเลน

สนามแม่เหล็กโลก โลกทำตัวเป็นแม่เหล็กยักษ์แท่งหนึ่งที่ส่งแรงออกไปโดยรอบสนามแม่เหล็กโลกทำหน้าที่คล้าย เกราะป้องกัน โดยกักกั้นจับอนุภาคประจุไฟฟ้าพลังสูงจากดวงอาทิตย์ไว้ในเขตของแถบรังสีนี้ ไม่ให้ผ่านเข้ามาถึงผิวโลกได้โดยง่ายเมื่อเกิดการระเบิดลุกจ้าบนดวงอาทิตย์จะมีอนุภาคประจุ พัดพามากับลมสุริยะซึ่งอนุภาคประจุ บางส่วนสามารถผ่านแถบรังสีเข้ามาทางขั้วโลกเข้าสู่เขต บรรยากาศโลกได้ ทำปฏิกิริยากับอะตอมของออกซิเจนและไนไตรเจน เกิดแสงสว่างเรืองใน ท้องฟ้าแถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เรียกกันว่า แสงเหนือและแสงใต้

บริวารของโลก โลกเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่มีบริวารดวงโต คือ ดวงจันทร์ และต่างโคจรรอบศูนย์แห่งความโน้มถ่วงร่วมกัน จึงจัดว่าโลกและดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์คู่ดวงจันทร์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  3,476 กิโลเมตร อยู่ห่างออกโดยเฉลี่ย 384,403 กิโลเมตร หมุนรอบตัวเองและโคจร รอบโลกในเวลาเท่ากัน คือ  27 วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที 12 วินาที

ดวงจันทร์  (The Moon)
    ข้อมูลทั่วไป เส้นผ่านศูนย์กลาง 3,476 กิโลเมตร
    มวล (โลก=1)                          0.0123 เท่าของโลก
    ความหนาแน่นเฉลี่ย                  3,340 กิโลเมตร/ลูกบาศก์เมตร
    คาบการหมุนรอบตัวเอง  27 วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที 12 วินาที
    คาบการโคจรรอบโลกเทียบกับดวงอาทิตย์ 29.5 วัน
    ระยะห่างจากโลกเฉลี่ย            384,400 กิโลเมตร
    อุณหภูมิด้านกลางวัน 130 องศาเซลเซียส
    อุณหภูมิด้านกลางคืน -170 องศาเซลเซียส

ดวงจันทร์ เป็นบริวารดวงเดียวของโลก ที่อยู่ใกล้โลกที่สุดและเป็นดินแดนนอกโลกแห่งเดียวที่มนุษย์เดินทางไปสำรวจมาแล้ว มีความสว่างรองจากดวงอาทิตย์ แรงโน้มถ่วงต่ำราว 1 ใน 6 ของแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่งต่ำเกินกว่าจะรักษาบรรยากาศไว้ได้

โครงสร้างดวงจันทร์ คาดว่าแกนในของดวงจันทร์คงมีขนาดเล็ก รัศมีราว 340 กิโมเมตร ห่อหุ้มด้วยชั้นหินผิวเปลือกหันหาโลกหนาราว 60 กิโลเมตร แต่ด้านตรงข้ามหนามากกว่านั้น พื้นผิวดวงจันทร์มีลักษณะสำคัญ 2 แบบ คือพื้นที่สูง ขระขระ อายุเก่าแก่ กับพื้นที่ต่ำค่อนข้าง ราบเรียบ อายุน้อย ที่เรียกกันต่อมาว่า ทะเล (maria) ทั้ง ๆ ที่บนดวงจันทร์ไม่มีทะเลอยู่จริง เข้าใจว่าเดิมคงเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ลาวาไหลท่วมในภายหลัง พื้นผิวส่วนใหญ่ปกคลุมด้วย ผงฝุ่นละเอียดและซากหินที่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งชน แต่ที่น่าแปลกคือเหตุใดจึงมีพื้นที่ “ทะเล” อยู่แต่ทางด้านที่หันหาโลก

หลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ด้านที่หันหาโลกมีชื่อเรียกตามชื่อของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงในอดีตกาล เช่น หลุมไทโค หลุมโคเปอร์นิคัส หลุมพโทเลมี เป็นต้น
 

ส่วนหลุมอุกกาบาตทางอีกฟากหนึ่ง มักได้ชื่อตามผู้คนหรือสิ่งสำคัญในยุคใหม่ เช่น หลุมกาการิน หลุมอะพอลโล ชื่อส่วนใหญ่เป็นภาษรัสเซีย เนื่องจากยานลูนา 3 ของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ถ่ายภาพดวงจันทร์อีกฟากหนึ่งได้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2502 พบหลุมอุกกาบาตใหญ่มากอยู่ฟากโน้นของดวงจันทร์ ขนาดหลุมกว้างราว 2,250 กิโลเมตร ลึก 12 กิโลเมตร เป็นหลุมอุกกาบาตใหญ่สุดในระบบสุริยะ สาเหตุที่ดวงจันทร์มีพื้นผิวขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากมาย เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีสนามแม่เหล็กและบรรยากาศปกป้องลมสุริยะจากดวงอาทิตย์จึงพัดกระหน่ำทำลายพื้นผิวดวงจันทร์ตลอดอายุ 4,000 ล้านปี ได้โดยตรง

มีสมมติฐานเกี่ยวกับกำเนิดดวงจันทร์หลายอย่าง คือ โลกกับดวงจันทรืเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันจากกลุ่มก้อนก๊าซ ขนาดมหึมาของเนบิวลาต้นกำเนิดของระบบสุริยะ ดวงจันทร์แตกตัวออกจากโลก ขณะที่โลกเริ่มก่อกำเนิดเป็นรูปร่างขึ้นนั้น โลกมีการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ทำให้มวลสารบางส่วนหลุดออกมากลายเป็นดวงจันทร์ โลกดึงดูดจับดวงจันทร์เป็นบริวาร ดวงจันทร์เกิดขึ้นอยู่แล้วในระบบสุริยะ ต่อมาโคจรเข้าใกล้โลก และถูกโลกดูดจับไว้เป็นบริวารในภายหลัง โลกถูกวัตถุขนาดใหญ่พุ่งชน ทำให้มวลสารบางส่วนของโลกหลุดกระจายออกและรวมตัวกันเกิดเป็นดวงจันทร์ในภายหลัง

ดาวอังคาร (Mars)
    ข้อมูลดาวอังคาร เส้นผ่านศูนย์กลาง 6,794 กิโลเมตร
    มวล (โลก=1)                          0.107            เท่าของโลก
    ความหนาแน่นเฉลี่ย                  3,930           กิโลเมตร/ลูกบาศก์เมตร
    คาบการหมุนรอบดวงอาทิตย์        687           วัน
    คาบการโคจรรอบตัวเอง               24  ชั่วโมง  37 นาที
    ระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ย     230 ล้านกิโลเมตร

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 4 มองในทอ้งฟ้าเห็นเป็นดวงสีของดาวสร้างความรู้สึกถึงพลังอำนาจ เข้มแข็งและฮึกเหิมจนชาวโรมันขนานนามว่า เทพแห่งสงคราม

ดาวอังคารมีลักษณะคล้ายโลกหลายอย่าง เช่น หมุนรอบตัวเองครบรอบในเวลาใกล้เคียงกับโลกเวลา 1 วันของดาวอังคารจึงยาวพอ ๆ กับ 1 วันของโลก และระนาบศูนย์สูตรของดาวอังคารเอียงประมาณ 25 องศากับระนาบทางโคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งใกล้เคียงกับโลกซึ่งเป็น 23.5 องศา ทำให้ขั้วเหนือใต้ของดาวอังคารเอียงกับดวงอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ เกิดฤดูกาล 4 ฤดูคล้ายบนโลก แต่เนื่องจาก 1 ปีของดาวอังคารยาวเป็นเวลา 687 วัน เกือบเป็น 2 เท่าของ 1 ปีบนโลก ฤดูหนึ่ง ๆ บนดาวอังคารจึงยาวประมาณ 6 เดือนบนโลก

โครงสร้างดาวอังคาร ดาวอังคารมีขนาดเล็กกว่าโลกราวครึ่งหนึ่ง มีความหนาแน่นน้อยกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่มีพื้นผิว เป็นดินหินแข็งอย่างโลก แสดงว่าแกนในคงมีเหล็กน้อยกว่าห่อหุ้มด้วยชั้นหินและมีผิวเปลือกบาง พื้นผิวดาวอังคารเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมีหุบเหว ร่องทางยาวและมีราบเป็นหย่อม ๆ มีภูเขาไฟ หลายแห่งโดดเด่นมาก เช่น ภูเขาไฟโอลิมปัส สูงที่สุดในระบบสุริยะ ความสูง 24 กิโลเมตร ฐานรอบภูเขาไฟกว้าง 600 กิโลเมตรและสูงเป็น 3 เท่าของยอดเขาเอเวอร์เรสบนโลก ส่วนทางซีกใต้มีหลุมอุกกาบาตใหญ่มาก ชื่อ เฮลลาส (Hellas) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2,000 กิโลเมตร ลึก 6 กิโลเมตร กว้างราว 4,000 กิโลเมตร เป็นหุบเหวเหยียดยาวผ่ากลางดวงบริเวณแถบสร้างศูนย์สูตรของดาวอังคาร นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ราบลักษณะคล้ายเกิดจากน้ำท่วม บางแห่งมีลักษณะคล้ายซากของชายฝั่งและท้องน้ำ พบซากของร่องทางน้ำไหลมากมายบนดาวอังคาร ทำให้สันนิษฐานว่าดาวอังคารคงเคยมีน้ำมาก่อน ในอดีตกาล
 

บรรยากาศ ของดาวอังคารต่างจากบรรยากาศของโลก เพราะส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 95 % มีไนโตรเจน อาร์กอน และออกซิเจนเล็กน้อยมีน้ำอยู่ราว 1 ใน 1,000 ของบรรยากาศโลก แต่ถึงกระนั้นก็ยังเกิดเมฆในบรรยากาศของดาวอังคาร สภาวะอากาศบนดาวอังคารแปรเปลี่ยนไปตลอดปี ที่ขั้วทั้งสองของดาวอังคารมีน้ำแข็งตลอดเวลา ส่วนในฤดูหนาว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จับตัวแข็งขยายพื้นที่กว้างมากขึ้นที่ขั้วทั้งสองดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์แห่งพายุฝุ่น อุณหภูมิ และกระแสลมที่แปรเปลี่ยนไปทำให้มักเกิดพายุฝุ่น คละคลุ้งทั่วดาวอังคารตลอดปี

บริวารดาวอังคาร ดาวอังคารมี 2 บริวาร ชื่อ โฟบอส กับ ไดมอส พบเป็นครั้งแรกโดยเอแสฟ ฮอล ในปี พ.ศ. 2420 เป็นดวงจันทร์ขนาดเล็ก พื้นผิวมืดคล้ำรูปร่างคล้ายมันฝรั่ง อยู่ใกล้ ดาวอังคารมาก สันนิษฐานว่าอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดาวอังคารดูดจับไว้

ไฟบอส มีขนาดประมาณ 20x28 กิโลเมตรเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 22 กิโลเมตร โคจรรอบดาวอังคารรอบละ 7 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งน้อยกว่าเวลาที่ดาวอังคารหมุนรอบตัวเองดังนั้น ถ้าเราอยู่บนดาวอังคาร จะเห็นโฟบอสขึ้นทางทิศตะวันตก และตกทางทิศตะวันออกถึงวันละ 3 รอบ โฟบอสอยู่ห่างจากศูนย์กลางดาวอังคารประมาณ 9,300 กิโลเมตร

ไดมอส เป็นดวงจันทร์ดวงเล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 กิโลเมต อยู่ห่างจากศูนย์กลางดาวอังคารประมาณ 23,400 กิโลเมตร โคจรรอบดาวอังคารรอบละ 30 ชั่วโมง 18 นาที สำหรับคนที่อยู่บน ดาวอังคารเห็นโฟบอสกับไดมอส เคลื่อนที่สวนกันในท้องฟ้า

ดาวเคราะห์น้อย (Asteroids)
ดาวเคราะห์น้อยเป็นวัตถุจำพวกหินหรือโลหะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุดคือ ซีเรส ค้นพบโดยเพียซซี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2344  มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1,000 กิโลเมตร จนถึงขนาดเล็กเท่าเม็ดกรวดคำนวณว่าคงมีดาวเคราะห์น้อยจำนวนทั้งหมดราว 45,000 ดวง ซึ่งนักดาราศาสตร์ค้นพบและจัดทำบัญชีไว้ราวหนึ่งหมื่นดวงแล้ว ส่วนใหญ่โคจรอยู่บริเวณแถบหนึ่งที่อยู่ระหว่างดาวอังคาร ดับดาวพฤหัสบดีแต่มีบางดวงที่โคจรเข้ามาใกล้โลก และเชื่อว่าอาจมีบางดวงที่เคยพุ่งชนโลกมาแล้วในอดีตกาล หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ หลุมอุกกาบาตแบริงเยอร์ในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา นักดาราศาสตร์สนในว่าดาวเคราะห์น้อยมีลักษณะแท้จริงอย่างไร เพื่อสืบค้นถึงประวัติดั้งเดิม ของกำเนิดระบบสุริยะการค้นพบดาวเคราะห์น้อย ในช่วงแรก  ๆ พบโดยการส่องกล้องโทรทรรศน์จากโลก จนในปี พ.ศ. 2434 เริ่มนำเทคนิคการถ่า

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
#Trending now
admission 58admissionAd58AdGang58อาเซียนaecเกมเกมส์คิดเลขเกมคณิตศาสตร์วาตภัยภัยธรรมชาติพายุฟิลเลอร์กลูต้ากลูต้าไธโอนกลูต้าผิวขาวผลเสียกลูต้าผลเสียฟิลเลอร์ข่าวข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบสพฐศธเปิดเทอมunseen Thailand travel amazingประกาศผลONETGAT PATติวติวGATเชื่อมโยงภาษาญี่ปุ่นความถนัดภาษาจีนรายงานเกษตรห้องเรียนกลับทางเกมส์การเรียนรู้โรงเรียนพ่อแม่ข่าวการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าวadmissionสอบตรงสอบตรง58แอดมิชชั่นข่าวกิจกรรมสาระน่ารู้รับตรงรับตรง58โควตาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์สังคมภาษาไทยแนะแนวกลอนสามเณร ถ่ายทอดธรรมะว วชิระเมธีดูย้อนหลังไฮไลท์liveธรรมบรรพชาวันพระวันโกนฝนฤดูฝนสุขภาพหน้าฝนเข้าพรรษาตักบาตรฮา ๆ น่ารัก ท่องเที่ยวคลิปเด็ดคลิปรวมคลิปเด็ดeco tripเที่ยวต่างประเทศติวเข้มสอบเข้าสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า เตรียมสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลสอบเข้าสวนกุหลาบทดลองวิทย์โทษข่มขืนประหารชีวิตสืบ นาคะเสถียรปิยะมหาราชเก่งอังกฤษฮอร์โมนcar free dayจักรยานcu tepรับน้องชิงรางวัลrising sunทัวร์ถูกสอบเข้า ม.1อีโบล่าตึกถล่มpage9เพจ 9kaoplookpanyaสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonk 
กลับด้านบน