พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖  พระราชบิดาแห่งการลูกเสือไทย
-  พระราชสมภพเมื่อวันที่  ๑  มกราคม  พ.ศ.๒๔๒๓  ได้รับพระราชทานนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
-  เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาวิชาภาษาไทยกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)  จนแตกฉาน
-  พระชนมายุ  ๑๔  พรรษา  ก็เสด็จไปศึกษาต่อ  ณ  ประเทศอังกฤษเป็นเวลา  ๙  ปี
-  เมื่อพระชนมายุได้  ๓๐  พรรษา ก็เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ  เมื่อวันที่  ๒๓  ตุลาคม  พ.ศ.๒๔๕๓  ทรงพระนามว่า  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
-  พระองค์ทรงครองราชย์ได้  ๑๖ ปี ก็เสด็จสวรรคต  เมื่อวันที่ ๒๕  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๔๖๘  รวมพระชนมายุได้  ๔๖  พรรษา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่  ๖  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  และทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่  ๕)  กับสมเด็จพระนางเจ้าศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี)  ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่  ๑  มกราคม  พ.ศ.๒๔๒๓  ได้รับพระราชทานนามว่า  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๗  ทรงได้รับสถาปนาเป็น "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร"

สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  ได้เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ  เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตลอดรัชสมัยของพระองค์  ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติไว้หลายด้านด้วยกัน  พระองค์ทรงครองราชย์ได้เพียงแค่  ๑๖  ปี  ก็เสด็จสวรรคต  เมื่อวันที่  ๒๕ พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๔๖๘  รวมพระชนมายุได้ ๔๖ พรรษา

เพื่อระลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์รัฐบาลและประชาชน  จึงร่วมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของล้นเกล้ารัชกาลที่  ๖  ประดิษฐานไว้หน้าสวนลุมพินี  กรุงเทพมหานคร  และคณะลูกเสือแห่งชาติร่วมกับคณะลูกเสือทั่วราชอาณาจักรได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ไว้  ณ  ค่ายลูกเสือวชิราวุธ  อ.ศรีราชา  จ.ชลบุรี เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์อีกแห่งหนึ่งด้วย

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
    ด้านการปกครอง

๑.  ทรงปลูกฝังความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนไทย
๒.  ทรงตั้งกองเสือป่าขึ้น  เมื่อวันที่  ๑ พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๕๔
๓.  ทรงตั้งกองลูกเสือขึ้น  เมื่อวันที่  ๑  กรกฎาคม  พ.ศ.๒๔๕๔
๔.  ทรงตั้งดุสิตธานีเมืองจำลองขึ้น  เพื่อให้เป็นนครตัวอย่างของการปกครองแบบประชาธิปไตย
    ด้านการทหาร
๑.  ทรงตั้งสภาป้องกันพระราชอาณาจักร  กระทรวงทหารเรือ
๒.  ทรงตั้งกองบินกองทัพบก (ปัจจุบัน คือ กองทัพอากาศ)
๓.  ทรงสร้างเรือรบและจัดหายุทโธปกรณ์อันทันสมัยมาใช้
    ด้านการคมนาคม
๑.  ทรงตั้งกรมอากาศยานขึ้น
๒.  ทรงตั้งสถานีวิทยุโทรเลขที่กรุงเทพฯ (ตำบลศาลาแดง)  และที่จังหวัดสงขลา
๓.  ทรงตั้งกรมรถไฟหลวงขึ้นเมื่อ  พ.ศ.๒๔๖๐
    ด้านการศึกษา
๑.  ทรงปรัปรุงโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจนพัฒนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
๒.  ทรงตั้งกรมมหาวิทยาลัย
๓.  ทรงตั้งโรงเรียนเพาะช่างโรงเรียนพาณิชยการ  โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม
๔.  ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา  พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์
    ด้านเศรษฐกิจ
๑.  ทรงจัดตั้งคลังออมสินขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖
๒.  ทรงตั้งกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์
๓.  ทรงตั้งกรมสรรพากร  และกรมตรวจเงินแผ่นดิน
    ด้านสาธารณสุข
๑.  โปรดให้ตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
๒.  ทรงตั้งสถานเสาวภา  และกรมสาธารณสุข
๓.  ทรงเปิดการประปา
    ด้านต่างประเทศ
ทรงนำชาติไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่  ๑  โดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  ทำให้สามารถเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดาได้  เช่น สนธิสัญญาเกี่ยวกับเรื่องการเก็บภาษี  และสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
    ด้านวรรณคดี
ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือต่างๆ  บทความ  บทกวี  บมละคร  เรื่องสั้น  ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองเป็นจำนวนประมาณ  ๒๐๐  เรื่อง  ด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านนี้ประชาชนจึงได้ขนานนามพระองค์ว่า  สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า


การพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมรพระราชดำริว่า  วิธีการลูกเสือตามแบบของลอร์ด  เบดาน  โพเอลล์  สามารถนำมาใช้ปลูกฝังเด็กไทยให้เกิดความรักชาติบ้านเมือง  และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้  จึงทรงจัดให้มีกองลูกเสือสำหรับเด็กชายขึ้น  แต่ทรงวิตกว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์และกิจการของลูกเสือดีพอ  อาจทำให้มีอุปสรรคเกิดขึ้นได้ เพราะประชาชนอาจเข้าใจผิดคิดว่า  การฝึกลูกเสือคือ  การเป็นทหารนั่นเอง

ดังนั้น  พระองค์จึงทรงทดลองจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นมาก่อน  เมื่อวันที่  ๑  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๕๔  โดยทรงนำพวกมหาดเล็กของพระองค์ที่พระราชวังสราญรมย์  และพระราชวังสนามจันทร์มาฝึกยุทธวิธีในการรบ  การสอดแนมตามหลักวิชาการทหารก่อนต่อมาทรงเห็นว่า  ประชาชนเริ่มให้การยอมรับ  จึงทรงขยายกองเสือป่าไปทั่วราชอาณาจักร

กองเสือป่าที่ตั้งขึ้นนี้มีพระองค์ทรงเป็นบังคับบัญชา  ทุกคนที่เข้าประจำการต้องเข้าพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  ซึ่งได้ทำพิธีครั้งแรก  ณ  พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อวันที่  ๖  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๕๔

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองเสือป่า
๑.  ปลูกฝังความจงรักภักดีต่อชาติ  ศาสนาและพระมหากษัตริย์
๒.  ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย
๓.  ปลูกฝังความสามัคคีในหมู่คณะไม่ทำลายซึ่งกันและกัน
๔.  เป็นกำลังสำรองเมื่อเกิดศึกสงคราม  และคอยช่วยเหลือราชการในกิจการต่างๆ

เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า  ประชาชนเริ่มให้การยอมรับในกิจการของกองเสือป่าจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองลูกเสือสำหรับเด็กชายขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง  (ปัจจุบันคือ  โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย)  เมื่อวันที่  ๑  กรกฏาคม  พ.ศ.๒๔๕๔  มีชื่อว่า  กองลูกเสือกรุงเทพฯ  ที่ ๑  และได้พระราชทานคำขวัญให้ว่า  เสียชีพอย่าเสียสัตย์

กองลูกเสือกรุงเทพฯ ที่ ๑  ได้ทำพิธีเข้าประจำกอง  เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๔  พระองค์ได้ทรงพระราชทานนามกองลูกเสือกองนี้ว่า  กองลูกเสือหลวง

เป้าหมายในการฝึกอบรมกองลูกเสือ
๑.  เพื่อปลูกฝังความจงรักภักดีต่อผู้ทรงดำรงรัฐสีมาอาณาจักรโดยต้องตามนิติประเพณี
๒.  เพื่อปลูกฝังความรักชาติบ้านเมืองและนับถือพระศาสนา
๓.  เพื่อปลูกฝังความสามัคคีในหมู่คณะและไม่ทำลายซึ่งกันและกัน

การดำเนินการลูกเสือในระยะแรกนั้น  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบังคับบัญชาด้วยพระองค์เอง  เป็นต้นว่า  ทรงตราระเบียบข้อบังคับในการฝึกอบรมขึ้นเป็นแบบแผน  ทรงตั้งสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติขึ้น  โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสภานายก  สมเด็จฯ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นอุปนายก นับตั้งแต่นั้นมา  กิจการลูกเสือก็เจริญก้าวหน้าแพร่หลายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย  จนตราบเท่าทุกวันนี้

 


ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
มูลนิธิคณะลูกเสือแห่งชาติ.  ลูกเสือ - เนตรนารี ป.4.  พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ :  อักษรเจริญทัศน์.

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง