ก็หนูอยากมีแฟน

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นตอนต้น (early adolescence) อายุระหว่าง 12 - 16 ปี วัยรุ่นตอนกลาง (middle adolescence) อายุระหว่าง 17 - 18 ปี หรือวัยรุ่นตอนปลาย (late adolescence) อายุระหว่าง 19 - 21 ปี อาจจะต้องประสบปัญหากับเรื่องปวดหัวหลายๆ อย่าง เพราะในช่วงวัยนี้ ลูกจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก จะเป็นเด็กก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง ในช่วงวัยรุ่นนี้ เด็กจะเริ่มสนใจในเพศตรงข้าม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติ แต่ก็มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่รู้สึกรับไม่ได้ที่ลูกให้ความสนใจในเพศตรงข้ามหรือลูกอยากมีแฟน เพราะกลัวลูกจะใจแตก เสียผู้เสียคน และกลัวจะมีปัญหาทางด้านการเรียน ผู้เขียนจึงมีข้อแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นซึ่งกำลังอยากจะมีแฟน ดังนี้

1. คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ จึงไม่ต้องตื่นเต้นตกใจหรือคิดว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่แสดงว่ามันเป็นใหญ่โตมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งรู้สึกวิตกกังวลและประหม่าจนทำให้ลูกไม่อยากแสดงออกหรือพูดให้คุณพ่อคุณแม่ฟังถึงเรื่องชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่ตนเองกำลังสนใจอยู่ ซึ่งนั่นจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีเพราะจะทำให้ลูกเก็บเรื่องการมีแฟนหรือการคบหาสมาคมกับเพื่อนต่างเพศเป็นความลับ ซึ่งคงไม่ดีเป็นแน่เพราะเราจะไม่สามารถดูแลลูกได้อย่างทั่วถึงในทุกเรื่องและหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็อาจจะไม่สามารถช่วยแก้ไขได้ทันเพราะลูกไม่กล้าเปิดเผยกับพ่อแม่นั่นเอง
2. คุณพ่อคุณแม่ควรยอมรับความจริง เมื่อลูกจะมีแฟนหรือจะคบหาใครในแบบที่สนิทสนมเป็นพิเศษ คุณพ่อคุณแม่ควรยอมรับสิ่งที่เป็นไปนั้นมากกว่าการที่จะไปคัดค้าน เด็กในช่วงวัยรุ่นส่วนใหญ่ล้วนอยากมีคนพิเศษทั้งนั้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจกว้าง ยอมให้ลูกได้มีอิสระในการใช้ชีวิต แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยโดยไม่สนใจว่าลูกจะคบกับใคร จะไปที่ไหนหรือไปทำอะไรกัน เมื่อลูกเริ่มมีแฟนหรือรู้สึกสนใจในเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องหาโอกาสเปิดใจนั่งคุยกับลูกในลักษณะของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่นเล่าถึงสมัยที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ก็เคยมีแฟนมาก่อน จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ ถามถึงเรื่องของคนที่ลูกสนใจว่าเป็นใคร เรียนที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ โดยอาจจะขอดูรูปของคนๆนั้นหรือชักชวนให้ลูกพาคนนั้นมาให้พ่อแม่รู้จักกันไว้ เพื่อที่ลูกจะได้อยู่ในสายตาของพ่อแม่ตลอด พ่อแม่ก็สบายใจ ลูกก็สบายใจ ทุกคนก็มีความสุข
3.ควรมีกฎในการคบหา การมีแฟนในช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่ยังศึกษาเล่าเรียนและเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ จึงต้องคอยระวังให้มากที่จะไม่ให้เกิดปัญหาไปกระทบกับการเรียน ชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอนาคต คุณพ่อคุณแม่จึงควรเอาจริงเอาจังเรื่องกฎต่างๆ ที่ลูกต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น ลูกมีแฟนได้แต่ต้องเรียนหนังสือให้ดีไม่ละทิ้งการเรียน ทุกครั้งที่ลูกจะไปไหนกับแฟนต้องบอกกล่าวและได้รับอนุญาตจากคุณพ่อคุณแม่ก่อนหรือต้องยอมให้คุณพ่อคุณแม่ไปรับไปส่ง
4. อย่าตั้งตัวเป็นศัตรูกับแฟนของลูก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะมีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่หวงลูกสาวหรือลูกชายและเกลียดคนที่มาคบหากับลูกของตน คอยด่าว่า ตำหนิติเตียน ทำกิริยาไม่ดีใส่แฟนของลูก ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นเหมือนการสร้างกำแพงขึ้นมากั้นขวางระหว่างลูกกับพ่อแม่ เพราะเป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่จะต่อต้าน เมื่อลูกเห็นพ่อแม่ทำไม่ดีใส่คนที่ตนเองรัก ก็จะทำให้ลูกรู้สึกเห็นใจคนรักและรู้สึกอยากปกป้องคนรักของตัวเองโดยลูกจะตั้งตัวเป็นศัตรูของพ่อแม่แทน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงความเป็นมิตรต่อคนที่ลูกชอบ ทักทาย พูดคุย ให้ความเอ็นดูเหมือนลูกหลานตนเอง เขาจะได้เคารพและให้เกียรติเราและลูกของเรา และข้อดีอีกข้อของความเป็นมิตรคือจะทำให้สามารถศึกษาลักษณะนิสัยใจคอของเขาได้ง่ายขึ้น เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าคนที่ลูกคบอยู่เป็นคนอย่างไร
5. สอนให้ลูกป้องกันตัวในเรื่องเพศ คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดว่าการสอนเรื่องนี้เหมือนเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่พึงต้องสอนลูกวัยรุ่นให้รู้จักระมัดระวังตนเองในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ในประเทศเสรีอย่างอเมริกามีการสอนเด็กวัยรุ่นในการป้องกันการตั้งครรภ์อย่างจริงจัง ได้แก่การสอนเด็กชายในการใช้ถุงยาง การสอนให้เด็กหญิงรู้จักการกินยาคุมกำเนิด คุณพ่อคุณแม่คนไทยยุคนี้สมัยนี้ก็ควรต้องสอนลูกในเรื่องเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมที่จะสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง รู้และเคารพคุณค่าของตัวเองด้วย

ผู้เขียนอยากฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่นว่า อย่ามองว่าการที่ลูกซึ่งที่อยู่ในวัยนี้จะริรักหรือสนใจในเพศตรงข้ามนั้นเป็นเรื่องผิดแปลกที่ไม่สมควรทำจนยอมรับไม่ได้ เพราะเราต่างต้องเคยผ่านช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นมาแล้ว เราย่อมรู้ดีว่าเด็กในวัยนั้นมีความคิด ความรู้สึกและความต้องการอย่างไร คุณพ่อคุณแม่จึงควรมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ เพียงแต่มีหน้าที่ที่จะคอยดูแลเอาใจใส่ เข้าใจ ให้คำแนะนำและแนะแนวทางที่ถูกต้องให้กับลูก เพื่อให้ลูกได้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสวยงามตามวัยของเขานั่นเอง

แหล่งที่มา :

ดร.แพง ชินพงศ์
บทความจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 
ภาพประกอบจาก https://flic.kr/p/cyCeJ 

#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน