อีกสัก “เก้า” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เรื่อง: ศรินทร เอี่ยมแฟง




เติบโตขึ้นในวงการบันเทิงกว่า 10 ปีจากดาราเด็กสู่ดาราวัยรุ่น เก้า-จิรายุ ละอองมณี คือเด็กผู้ชายที่มองความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเด็กว่าเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ เด็กผู้ชายที่บอกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง แต่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างสมจริง จนได้รับรางวัลและถูกเสนอชื่อเข้าชิงในหลายเวทีภาพยนตร์ เหล่านี้คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นผลงานของ “เก้า” อย่างต่อเนื่องและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

กับบทบาทล่าสุดในฐานะ Brand Ambassador คนแรกของ ทรูปลูกปัญญา “เก้า จิรายุ” มีมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อเรื่องราวรอบตัวที่น่าสนใจ เป็นบทสัมภาษณ์เฉพาะกิจที่ทำให้เรารู้จัก “เก้า” และก้าวต่อไปของเขายิ่งขึ้น

ขอถามย้อนไปถึงผลงานการแสดงเรื่องแรก และผลงานที่เก้ากลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่นที่โตขึ้น
ละครเรื่องแรก ผีขี้เหงา ช่อง 7 หนังเรื่องแรกคือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคแรก ตอน 10 ขวบ จริงๆ ผมทำงานอยู่เรื่อยๆ แต่คงเป็นช่วงโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเล่น รักแห่งสยาม ตอนอายุ 11-12 เล่น ห้าแพร่ง อายุ 13 จนถึงตอนนี้เล่นหนังใหญ่ 8 เรื่อง นเรศวร รักแห่งสยาม ห้าแพร่ง Suck Seed รัก 7 ปี ดี 7 หน เลิฟจุลินทรีย์ Last Summer ตุ๊กแกรักแป้งมาก ประมาณปีละเรื่อง

ผลงานไหนที่รู้สึกประทับใจและภาคภูมิใจมากที่สุด
ถ้าอะไรๆ ก็ดูดีไปหมดน่าจะเป็น ห้าแพร่ง ทุกอย่างมีเวทมนตร์ เรื่องนี้เราเล่นแค่ครึ่งชั่วโมง และเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังโตเป็นผู้ใหญ่ เรารู้จักกับคำว่า “เล่นหนังร้อยล้าน” มันเป็นอย่างไร รายได้ไม่ได้เกี่ยวกับผมหรอก ต่อให้หนังได้สิบล้านพันล้าน ผมก็ได้ตังค์เท่าเดิม แต่พอเราได้มีชื่ออยู่ในหนังร้อยล้านแล้วคนพูดถึง ก็เหมือนเปลี่ยนชีวิตไปในระดับหนึ่ง และการได้มีชื่อเข้าชิงทุกสถาบัน ในความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่เห็นคนเข้าชิงแต่ละคนเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เรารู้สึกว่ามันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นช่วงที่ผมจดจำได้และเป็นความทรงจำที่ดี เราก็ไม่รู้ว่ารางวัลสามารถวัดอะไรได้ขนาดนั้น ผมไม่ได้มีพรสวรรค์ขนาดนั้น แค่ทำเต็มที่เท่านั้นครับ สำคัญคือความตั้งใจและสมาธิ แต่ความตั้งใจต้องแยกออกจากสมาธิ ถ้าเราตั้งใจเกินไปจะกลายเป็นประดิษฐ์จนล้น ให้เล่นแข็งๆ ยังจะดีกว่า

ถ้าพูดถึงเรื่องที่ภูมิใจ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผมภูมิใจภาพทุกอย่างที่ออกไป เหมือนเราได้ให้อะไรกับคนดู กว่าจะมาเป็นประเทศไทยทุกวันนี้ เขาต่อสู้กันมาเพื่อประเทศของเรา หนังทำให้คนรักชาติมากขึ้น อาจจะไม่ทันทีทันใด แต่มันจะมีหนังสักกี่เรื่องที่ไปสะกิดต่อมคนดู ความภูมิใจไม่ได้อยู่ที่ว่าผมได้เล่นเรื่องนี้ แต่ผมสามารถเป็นส่วนเล็กๆ ที่ทำให้คนไทยภูมิใจ

เก้าทำงานมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าได้อะไรและเสียอะไรไปบ้าง
ได้เห็นคนหลากหลายรูปแบบ ได้เรียนรู้การทำงานกับคนอื่น การคุยกับผู้ใหญ่ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เหมือนเอาเวลาที่คนอื่นจะเจอในอีกสิบปี หลังเรียนจบถึงจะได้มีโอกาสทำสิ่งเหล่านี้ แต่ผมได้ทำตั้งแต่ตอนเด็กๆ ก็อาจจะเหนื่อยแหละ แต่พออยู่ๆ ไปเราไม่มองที่ความเหนื่อย ความน่าเบื่อ แต่ลองชั่งน้ำหนักดู มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า มันกลบความน่าเบื่อความซ้ำซากไปได้ ทุกครั้งที่เราไปถ่ายหนังเรื่องใหม่ เราก็เจอกองถ่ายใหม่ นักแสดงใหม่ การทำงานภายใต้ความกดดันทำให้เราแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เราเรียนรู้วิธีจัดการกับความรู้สึกตัวเอง (ไม่รู้สึกว่าทำไมต้องเป็นเรา?) ผมเคยรู้สึกบ่อยมากๆ ด้วยซ้ำ มันเป็นปกติของมนุษย์แหละ ผมมีครอบครัวที่ดีด้วย เขาไม่ได้ปล่อยให้เราทำคนเดียว อย่างพ่อก็ขับรถให้ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน แม่ก็ดูแลมาตลอด



วิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเองคืออะไร
ก็ต้องมีสักวูบเวลาที่เราเหนื่อยหรือแย่ แต่ลองถามตัวเองว่าจะทำต่อหรือเปล่า มันไม่แฟร์ถ้าเรารับเงินเขามาแล้วทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำเพราะต้องทำ ผมถามตัวเองและชั่งน้ำหนักทุกครั้ง ประโยชน์มันชนะทุกครั้ง สิ่งทีได้มากกว่าเสียทุกครั้ง ถ้าเป็นเรื่องของรายได้ก็ได้ช่วยครอบครัว ซึ่งมีเด็กไม่กี่คนที่มีโอกาสได้ช่วยครอบครัว แม่จะพูดเสมอว่าเรื่องเงินไม่ต้องสนใจเอาความสุขไว้ก่อน ไม่มีความสุขไม่ต้องทำ เพราะฉะนั้นถ้ามองความสุขอย่างเดียวก็ยังชนะอยู่ดี มันก็มีความสุขแหละ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ทำก็คงคิดถึง สิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตคือประโยคเดียวจริงๆ คือ ทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อไม่ให้เสียใจในภายหลัง คำว่าไม่น่าเลย หรือกูไม่น่าตัดสินใจแบบนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์เลย ไม่ควรมีหน้ามาพูดคำนี้ด้วยซ้ำ มันก็ตัวคุณเอง จะโทษใครไม่ได้

ถ้าเทียบกับดาราวัยรุ่นคนอื่น เก้ามีรางวัลการันตีไม่น้อย มีหลักในการทำงานอย่างไร
ผมอาจจะเจอเพื่อนร่วมงานที่ดีทำให้งานผมมาตรฐานไม่ตก ส่วนตัวผมแค่เป็นคนที่มีสมาธิ ผมไม่ใช่คนทำการบ้านเยอะ ถ่ายหนังบางทีไม่อ่านบทเลย แต่ไม่ต้องเอาตัวอย่างผมก็ได้นะ ถ้าผมอ่านผมอาจจะได้รางวัลไปแล้ว ไม่ได้แค่เข้าชิง (หัวเราะ) ผมไม่ใช่คนที่มีสมาธิขั้นสูง แปลกอยู่อย่างหนึ่งพอเราทำอะไรที่ชอบ สมาธิมาจากความชอบ ถ้าชอบนะขอทำให้เสร็จเถอะไม่มีวันเหนื่อย ผมว่าการแสดงคืองานศิลปะ เราควรรู้สึกว่าการแสดงเป็นเรื่องสนุก ถ้าเราเครียดหรือคิดว่าเป็นงานเมื่อไหร่มันยาก ไปทำงานเสร็จกลับบ้าน เราจะไม่มีความสุขเลย ต่อให้ได้รางวัล 20 ตุ๊กตาทอง ผมว่าเขวี้ยงทิ้งไปเถอะ สิ่งที่อยู่ตรงนี้คือศิลปะทั้งนั้น ใครจะมองว่าเป็นเรื่องเงิน เรื่องนายทุน หนังต้องได้ 50 ล้านถึงจะกำไร ไม่สนใจ เพราะสิ่งสำคัญคือเวลาไปนั่งในโรงเดียวกับคนที่ไปดูหนังของเรา เขาร้องไห้เวลาที่เราอยากให้เขาซึ้ง เขาหัวเราะเวลาที่เราอยากให้มีความสุขไหม ถ้าเรามองเห็นตรงนี้เราจะสนุกกับงาน เราสามารถทำอะไรได้อีกไหมให้คนรู้สึกสนุกกับฉากนี้

ตอนนี้เรื่องเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
ผมอยู่ปีสองแล้ว (สาขาการแสดงและการกำกับการแสดงภาพยนตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ม.ศรีนครินทรวิโรฒ) ผมเรียนภาพยนตร์เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะหลายคนมาถามว่าเขาถ่ายหนังกันอย่างไรเหรอ ไม่แน่ใจ ตอบเขาไม่ได้เต็มปาก เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจนิดหน่อย เราทำงานในวงการนี้มาก็สิบกว่าปีแล้วกลับไม่รู้ลึกขนาดนั้น เรามีหน้าที่แค่แสดง แค่อยากไปเรียนในจุดที่ไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะแค่ไหน ตำแหน่งอะไร จะได้เป็นผู้กำกับหรือไม่ได้เป็นเลยก็ได้ แต่ผมสามารถตอบคำถามได้ ในแง่ทฤษฎีด้วย

ถ้ามีโอกาสได้ทำภาพยนตร์จะเป็นแนวไหน
ถ้าเลือกได้อยากทำหนังที่ให้แรงบันดาลใจ คนดูออกไปแล้วได้ในทางบวกแบบ Forest Gump หรือ Life of Pi สองชั่วโมงถ้าเราทำให้เขาเกิดความรู้สึกได้หลายอย่าง สุดท้ายลงเอยว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตและทำให้ดีขึ้น ถ้าทำให้เขารู้สึกแบบนี้ได้ หนังมันมีเวทมนตร์เลยล่ะ

เห็นเก้ามีความสนใจหลายอย่าง กีฬา แต่งเพลง คิดว่าทำอะไรได้ดีที่สุด
ดูเหมือนจะทำเยอะนะครับ แต่ไม่ดีสักอย่าง ผมกลางๆ ซึ่งผมชอบที่เป็นแบบนี้ ผมไม่ต้องเก่งทางใดทางหนึ่ง ผมเคยคิดว่าขอกูโง่ทุกทางในโลกใบนี้แต่ฉลาดสุดๆ สักทางแบบ ไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาก็จะเก่งไปทางเดียว ทางอื่นก็ไม่ได้เลย แต่ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ผมไม่มีพรสวรรค์อะไรขนาดนั้น ที่สุดก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจแค่ไหน คาดหวังกับตัวเองแค่ไหน ผมเลยไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องเก่งอะไร แต่ที่เรียนรู้จากตัวเองคือผมเป็นคนขี้เบื่อมาก เพราะฉะนั้นการมีอะไรหลายๆ อย่างทำถือเป็นโชคดีโคตรๆ ของผมแล้ว เพราะเบื่อๆ เพลงผมก็ไปเล่นหนัง ผมเบื่อๆ หนังก็ไปแต่งเพลง ผมเบื่อๆ ทั้งสองอย่างก็ไปเล่นกีฬา



ในฐานะ Brand Ambassador ของทรูปลูกปัญญา อยากรู้มุมมองคนรุ่นใหม่กับธรรมะ
ศาสนาพุทธพูดถูกทุกอย่างครับ ผมแค่รู้สึกว่าธรรมะสอนให้คนพอดี จริงๆ คำเดียวก็ใช้ได้แล้วนะ อยู่ที่ว่าเราเข้าใจคำนี้มากน้อยแค่ไหน เราพอใจในสิ่งที่ตนเองมี ความสุขก็เกิดแล้ว ในทางธรรมะอาจจะบอกว่าต้องไม่มีความอยาก ผมมองว่าไม่ต้องขนาดนั้น แค่เรามีวิธีจัดการกับปัญหาได้โดยไม่ต้องมองที่ตัวปัญหา แต่มองที่ตัวเรา เราไปมองว่าเป็นปัญหาทำไม ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาบนโลกนี้ ปัญหามันเกิดของมันอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา อยู่ๆ มันก็หายไป คนเราทุกวันนี้ที่เกิดความวุ่นวายเพราะเราชอบโทษคนอื่นเสมอ เวลาเกิดอะไรขึ้นไม่ค่อยมองว่าตัวเองผิด แต่พอโทษตัวเองก็ดันเป็นอารมณ์แบบ เฮ้ย ฉันมันแย่ ทำร้ายตัวเองอีก

ผมไม่เคยบวช หนังสือธรรมะก็ไม่ค่อยได้อ่าน ความรู้แทบจะไม่ได้เรียกขั้นพื้นฐาน ไม่ได้นั่งปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติตามคำสอน แต่ผมเชื่อว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ทุกคนต้องมองบ้างแหละว่า เฮ้ย ทำไมไอ้นั่นทำตัวแย่มากแต่ว่าชีวิตดีจังวะ มีเงินโคตรเยอะ มีสาวโคตรเยอะ ทำไมเราทำตัวดีกว่าแต่ชีวิตแย่กว่ามัน จริงๆ คนที่ทำก็ไม่ได้รู้สึกดีหรอก มันอยู่ภายในจิตใจ ถ้าเราทำสิ่งที่ดี แม้จะไม่ได้ผลตอบแทน แต่อย่างน้อยที่สุดเราได้ทำสิ่งที่ดีไปแล้ว นี่แหละความสุขเกิดแล้ว ถ้าจะพูดด้วยศัพท์ทางเทคนิคของพระพุทธเจ้า นี่แหละคือบุญ

ผมอยากช่วยคนอื่นเท่าที่ทำได้ นึกถึงคนอื่นบ้าง ถ้าเราช่วยกันเท่าที่ทำได้น่าจะมีอะไรหลายอย่างดีขึ้น ผมอยากเห็นคนทั้งโลกมีความสุข มีรอยยิ้ม คนเราทุกคนอยากเห็นแต่ไม่มีใครทำจริง ไม่ต้องพูดกันก็ได้ แค่ทำมันจริงๆ ทุกคนพูดว่าอยากเห็นสันติภาพ แต่ไม่มีใครแม้แต่จะมองตัวเองว่าเราทำสันติภาพแล้วหรือยัง คิดค้นทฤษฎีอะไรมากมาย แต่การให้ทำได้ง่ายมาก แค่เราให้ในสิ่งที่เรามีเยอะเกินคนอื่น ซึ่งไม่ได้หมายถึงเงิน แต่เป็นความสุขเท่านั้นเอง

มองตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร
แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุข อยากเห็นครอบครัวมีความสุข จุดที่เราเริ่มต้นมา คนที่ทำให้ผมพบเจอสิ่งดีๆ ทำให้ผมยังอยู่กับสิ่งดีๆ เหล่านั้นต่อไปได้ก็คือครอบครัวเสมอ นอกจากนั้นผมไม่ได้คาดหวังอะไร อยู่ที่กระแสข้างนอกจะพาเราไปทิศทางไหนด้วย ถ้าพูดถึงการทำงาน คงทำงานที่ทำอยู่ไปเรื่อยๆ ผมว่าโลกของศิลปะยังมีอะไรให้ทำอีกไม่รู้จักจบสิ้น ศิลปะคือการสร้างสรรค์ที่มาได้เรื่อยๆ อยู่ที่ว่าเราเหนื่อยหรือเบื่อเองหรือเปล่า แต่เอาคำว่าเบื่อมาอ้างค่อนข้างน่าอายนะ

ผมอาจจะหาเงินจนให้เงินไม่เป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ต้องมีเงินพันล้านหมื่นล้าน แต่มีพอใช้แบบพอมีพอกินไปตลอดชีวิต ผมเคยได้ยินคนบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาเคยคิดว่าเงินเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แล้วเขาก็บอกว่าพอโตมาเขาได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ น่ะแหละ (หัวเราะ)

วันนี้อยากจะบอก เก้า จิรายุ คนก่อนที่รู้สึกเบื่อกับสิ่งที่ทำว่าอะไร
ผมขอบคุณนะ เพราะการที่เขาตั้งคำถาม ทำให้เราอยากหาคำตอบ แล้วพอเราได้คำตอบมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าทำให้เราคนต่อมาค้นพบอะไรหลายอย่าง ที่เป็นคำตอบของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น แล้วเราก็แข็งแรงมากขึ้นไปด้วย


“ผมว่าโลกของศิลปะยังมีอะไรให้ทำอีกไม่รู้จักจบสิ้น ศิลปะคือการสร้างสรรค์ที่มาได้เรื่อยๆ อยู่ที่ว่าเราเหนื่อยหรือเบื่อเองหรือเปล่า แต่เอาคำว่าเบื่อมาอ้างค่อนข้างน่าอายนะ”

คอนเทนต์แนะนำ
เก้า จิรายุ สอนเล่นกีตาร์
www.trueplookpanya.com/plook/the_idol_46

#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน