Home
Education
Knowledge
Blog
TV
Do Good
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

รายงานพิเศษ : พระเมรุมาศ กับสื่อสัญลักษณ์ถึงความมั่นคงของประเทศ พระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์

Posted By ดาวก้อนเส้า | 23 ก.พ. 60
2,940 Views

  Favorite

Shares

0

 

รูปแบบพระเมรุมาศ เป็นพระเมรุมาศ รูปทรงบุษบก 9 ยอด

 พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงบุษบก 9 ยอด สืบทอดราชประเพณีรัตนโกสินทร์

 

 

 

การออกแบบพระเมรุมาศและอาคารประกอบในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กรมศิลปากรได้ยึดหลักแนวคิดในการออกแบบ 3 ข้อคือ

1.  ออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศ อย่างสมพระเกียรติ

2.  ศึกษาและออกแบบตามหลักโบราณราชประเพณีการสร้างพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

3.  ศึกษาและออกแบบ โดยใช้แนวคิดคติไตรภูมิตามคัมภีร์พุทธศาสนา และคติความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์ ในสถานะเสมือนสมมติเทพ ตามระบอบเทวนิยม

 

ส่วนงานสถาปัตยกรรมที่ต้องก่อสร้างอาคาร

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มอาคารในมณฑลพิธี ณ ท้องสนามหลวง

ประกอบด้วย

พระเมรุมาศเป็นประธานในมณฑลพิธี ออกแบบโดยยึดถือคติตามโบราณราชประเพณี รูปแบบเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก สูง 50.49 เมตร มีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ผังพื้นที่ใช้งานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 60 เมตร มีบันไดทั้งสี่ด้าน ฐานยกพื้นสูง มี 7 ชั้น ชั้นบน ที่มุมทั้งสี่ประกอบด้วยซ่างทรงบุษบก ชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น

พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ฐานชั้นที่ 2 ประกอบด้วยซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน รวมสิ่งก่อสร้างมีเครื่องยอด นับรวมได้ 9 ยอด

พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูง ขนาดกว้าง 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ สำหรับเป็นที่ประทับและบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระราชพิธี และเป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้า โดยเตรียมพื้นที่สำหรับผู้เข้าร่วมพระราชพิธีประมาณ 2,800 ที่นั่ง

ศาลาลูกขุน เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ ทับเกษตร ใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีพักและฟังสวดพระอภิธรรม และ ทิม สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์หลวงพัก และใช้เป็นที่ตั้งเครื่องประโคมและทำเป็นห้องสุขา

 

2. กลุ่มอาคารนอกมณฑลพิธี

ได้แก่

เกยลา บริเวณกำแพงแก้วพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พลับพลาหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท และพลับพลายกหน้ามณฑลพิธีท้องสนามหลวง

การออกแบบภูมิทัศน์ มีการศึกษาเรื่องราวพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นข้อมูลในการคิดออกแบบสร้างสรรค์ในแต่ละส่วนพื้นที่รอบมณฑลพิธี โดยรอบพระเมรุมาศ มีการสร้างสระน้ำบริเวณ 4 มุม และได้จำลอง กังหันชัยพัฒนา เครื่องดันน้ำ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริในการออกแบบภูมิทัศน์

ส่วนงานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ ทั้งชั้นฐานหรือประติมากรรมที่ประกอบพระเมรุมาศทั้งหมด จะสะท้อนระบบจักรวาลเรื่องเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย ชั้นครุฑ ชั้นเทพเทวดา รวมไปถึงสัตว์หิมพานต์ และที่สำคัญ เสาโครงเดิมที่สร้างเป็นเสาหงส์นั้น ครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็นเสาที่ใช้แบบครุฑทั้งหมด

 

การพระบรมศพ

การพระบรมศพที่เป็นแบบฉบับ ต่อการจัดพระราชพิธีในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ "การพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา"

พระเมรุมาศตามโบราณราชประเพณีกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่โอฬารมาก สอดคล้องกับหลักที่ว่า การสร้างพระเมรุมาศถือเป็นความมั่นคงของประเทศ พระเมรุมาศของรัชกาลใดยิ่งใหญ่ กิตติศัพท์จะขจรเลื่องลือ ประกาศให้รับรู้ว่าบ้านเมืองรัชกาลนั้นเข้มแข็งให้เป็นที่เกรงขามแก่หมู่ปัจจามิตร

 

พระเมรุมาศ 

 

 

การสร้างพระเมรุมาศตามราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา

ยึดรูปแบบพระเมรุมาศทรงปราสาท และสร้างเรือนบุษบกบัลลังก์ หรือเมรุทองซ้อนอยู่ภายใน เป็นรูปแบบการสร้างพระเมรุมาศตามคติการสร้างปราสาทบนเขาพระสุเมรุ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ จากความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ ซึ่งสถิตบนเขาพระสุเมรุจุติลงมาเกิดยังมนุษย์โลกเป็นสมมุติเทพ เมื่อสวรรคตจึงตั้งพระบรมศพบนปริมณฑลพิธีที่จำลองเขาพระสุเมรุเพื่อเป็นการส่งพระวิญญาณกลับสู่เขาพระสุเมรุดังเดิม จึงเรียกที่ตั้งพระบรมศพ/พระศพ ในการประกอบพิธีถวายพระเพลิงว่า พระเมรุมาศ/พระเมรุ (อ่าน พระ-เม-รุ-มาด) สร้างที่ลานพระเมรุ หรือท้องพระเมรุ

 

ความเชื่อ : จำลอง ‘เขาพระสุเมรุ’ ส่งเสด็จคืนสรวงสวรรค์

พระเมรุมาศ เป็นสถาปัตยกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีพระบรมศพ นับเป็นสิ่งแสดงพระเกียรติยศที่สร้างขึ้นตามความเชื่อในศาสนาพุทธและพราหมณ์ที่ฝังรากลึกในแดนสยามมาแต่ครั้งอดีตกาล ด้วยคติที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเปรียบเสมือน “สมมุติเทพ” เมื่อสวรรคต จึงมีการสร้างสถานที่ในการพระบรมศพโดยจำลองจาก “เขาพระสุเมรุ” อันเป็นศูนย์กลางจักรวาล รายล้อมด้วยสัตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ในขอบเขตยังมีป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์นานาชนิด

 

ดังที่ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า

“ด้วยคติของพวกพราหมณ์ ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเปนพระอิศวรหรือพระนารายณ์แบ่งภาคลงมาบำรุงโลก ….‚‚.เมื่อสิ้นชาติในโลกนี้แล้ว ย่อมกลับคืนไปสู่สวรรคเทวโลกตามเดิม เพราะเหตุนี้ ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินแลเจ้านายกลับเปนเทวดาตั้งแต่เวลาสิ้นพระชนมชีพ จึงแต่งศพเปนเทวดา ประเพณีที่ใส่โกษฐตั้งบนฐานแว่นฟ้า และเรียกที่ถวายเพลิงพระศพว่า เมรุ ก็น่าจะเนื่องมาแต่คติที่ถือว่าเปนเทวดานั้นเอง”

 

พระเมรุมาศตามราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา

เป็น “กุฎาคาร” หรือเรือนยอด คือ มีหลังคาต่อกันเป็นยอดแหลม เช่น ยอดปรางค์ เหตุที่เรียกเมรุมาศ เพราะใช้สีทองประดับ 

พระเมรุมาศมีส่วนประกอบคือ

- มีประตูทั้ง 4 ทิศ แต่ละประตูตั้งรูปกินนรและอสูร ทั้ง 4 ทิศ ประตูพระเมรุใหญ่ปิดทองทึบจนถึงเชิงเสา กลางพระเมรุเป็นแท่นรับเชิงตะกอนที่ตั้งพระบรมโกศ เสาเชิงตะกอนปิดทองประดับกระจก รอบ ๆ มีเมรุทิศ 4 เมรุ และเมรุแทรก 4 เมรุ รวมเป็น 8 ทิศ ล้วนปิดทองประดับกระจกเป็นลวดลายต่าง ๆ รอบ ๆ เมรุตั้งรูปเทวดาและสัตว์หิมพานต์ อาทิ รูปเทวดา รูปวิทยาธร รูปคนธรรพ์ ครุฑ กินนร คชสีห์ ราชสีห์ เหมหงส์ นรสิงห์ สิงโต มังกร เหรา นาคา ทักกอทอ ช้าง ม้า และเลียงผา แล้วกั้นราชวัติ 3 ชั้น ซึ่งปิดทอง นาก และเงิน รวมทั้งตีเรือกเป็นทางเดินสำหรับเชิญพระบรมศพ ตามริมทางตั้งต้นไม้กระถางที่มีดอกต่างๆ รวมทั้งประดับประดาฉัตรและธง

- ภายในปริมณฑลพระราชพิธี ประกอบด้วยอาคารหลายหลังมีชื่อเรียกและประโยชน์ใช้สอยแตกต่างกัน

 

ในอดีตนอกจากพระเมรุมาศแล้วยังมีอาคารหลักที่สำคัญคือ พลับพลา ที่ประทับสำหรับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์บำเพ็ญกุศล

และอีกหนึ่งอาคารสำคัญเรียกว่า สำซ่าง คือที่สำหรับพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม นอกจากนั้นยังมีอาคารทับเกษตร โรงมหรสพ โรงครัว ห้องน้ำ และอื่นๆ

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมก่อสร้าง ได้ลดและตัดทอนบางส่วนและคลี่คลายรูปแบบไป

 

 

พระเมรุมาศในสมัย รัชกาลที่ 5- ปัจจุบัน

ความยิ่งใหญ่ของพระเมรุมาศตามแบบแผนกรุงเก่าได้เปลี่ยนไป ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เนื่องจากเป็นยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในเวลานั้น รวมถึงแนวคิดต่อการแสดงออกทางพระราชอำนาจผ่านทางพระราชพิธีพระบรมศพ ทรงมีพระราชดำริที่จะไม่ก่อสร้างพระเมรุมาศยิ่งใหญ่เช่นแต่ก่อน

 

ต่อมาเมื่อถึงครางานพระบรมศพของพระองค์เอง แนวพระราชดำรินั้นจึงได้รับการสนองตอบจากองค์รัชทายาทคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ทรงปรับปรุงรูปแบบการสร้างพระเมรุมาศทั้งรูปทรงและวัสดุก่อสร้าง

 

ดังจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของพระเมรุมาศในยุคก่อนและหลังรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตัวอย่างเช่น พระเมรุมาศงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เป็นพระเมรุมาศทรงปราสาทยอดปรางค์ตามแบบโบราณราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา และเป็นพระเมรุมาศองค์สุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์ที่สร้างพระเมรุมาศทรงปราสาท

 

ส่วนพระเมรุมาศในงานถวายพระเพลิงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) นั้นไม่ได้สร้างเขาพระสุเมรุตามแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาก่อสร้างพระเมรุมาศบนพื้นราบ เป็นทรงบุษบกแวดล้อมด้วยเมรุราย 4 ทิศ ค่อยๆ ลดรูปเป็นคดซ่าง ระเบียง ทับเกษตร อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะตัดทอนลดรูป แต่การก่อสร้างก็ยังยึดถือเป็นแบบแผนเก่าอย่างเคร่งครัด

 

พระเมรุมาศ จะถูกสร้างขึ้นทาง “ทิศใต้” ของสนามหลวงเท่านั้น

พระเมรุมาศทรงบุษบกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นพระเมรุมาศแบบใหม่องค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์

และเป็นต้นแบบพระเมรุมาศงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินสืบมาทุกพระองค์

ทั้งพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) พระเมรุมาศพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ร.8)

และล่าสุด พระเมรุมาศในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ซึ่งกรมศิลปากรตั้งเป้าว่าจะดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560

 

 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
  • Posted By
  • ดาวก้อนเส้า
  • 1 Followers
  • Follow