ม.6

ข้อสอบ PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู ตุลาคม 2553

รายละเอียดข้อสอบ
รหัสข้อสอบ

: MB613459

จำนวนข้อ

: 150 ข้อ

วิชา

: PAT 5

ระดับชั้น

: ม.6

สร้างเมื่อ

: 14 ธ.ค. 60 เวลา 15:31 น.

ผู้สร้าง : Plook Teacher

แชร์ข้อสอบนี้

เพิ่มในรายการโปรด

ให้คะแนน
00:00

1

ข้อที่ 1/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของโลกได้อย่างแท้จริงด้วยนิเวศวิทยาเชิงพุทธ

2

ข้อที่ 2/150
คำถาม :

จากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจพบว่า เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 2 เล่มเท่านั้น จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศในข้อใดมากที่สุด

3

ข้อที่ 3/150
คำถาม :

หากต้องการจัดงานที่มีเป้าหมายในการลดปัญหาความขัดแย้งในวันใดวันหนึ่งเพื่อแทนที่ “วันแห่งความโกรธแค้นพยาบาท” เราควรตั้งชื่อวันงานว่าอะไร จึงจะสอดคล้องกับเป้าหมาย

4

ข้อที่ 4/150
คำถาม :

การปฏิบัติตนในข้อใดก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและส่วนรวม

5

ข้อที่ 5/150
คำถาม :

สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมที่สามารถนำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดความปรองดองในชาติ หลักธรรมดังกล่าวสอนเรื่องใด

6

ข้อที่ 6/150
คำถาม :

“ในกลุ่มคน 3 คนที่เดินมา ย่อมมีครูของข้าพเจ้าอยู่ด้วยเสมอ ข้าพเจ้าเลือกข้อดีของเขาเพื่อเอาอย่าง ดูข้อเสียเพื่อศึกษาและปรับปรุงตัวเอง” คำกล่าวของขงจื๊อข้างต้นสะท้อนบทบาทของการจัดการศึกษาในรูปแบบใด

7

ข้อที่ 7/150
คำถาม :

ค่านิยมในข้อใดที่อาจนำมาซึ่งความแตกแยกของสมาชิกในสังคม

8

ข้อที่ 8/150
คำถาม :

การเร่งสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชนตามนโยบายไทยเข้มแข็ง มีเป้าหมายสำคัญในการจัดการศึกษาในท้องถิ่นเพื่อจุดประสงค์สำคัญหลายประการ ยกเว้นข้อใด

9

ข้อที่ 9/150
คำถาม :

การประกาศพระราชกำหนดความมั่นคงในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจด้านใดมากที่สุด

10

ข้อที่ 10/150
คำถาม :

ประชาชนจะมีศรัทธาในตัวบทกฎหมายได้มาจากความเชื่อมั่นหลายประการ แต่ข้อใดมีส่วนน้อยที่สุดในการยกระดับความสำคัญของกฎหมาย

11

ข้อที่ 11/150
คำถาม :

ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณประจำปีขององค์กรจะต้องเสนอร่างแผนงบประมาณเพื่อการพิจารณา ทั้งนี้งบประมาณดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบและตราเป็นกฎหมายในลักษณะใด

12

ข้อที่ 12/150
คำถาม :

ระบบอุปถัมภ์จะพบเห็นได้มากในสังคมชนบทมากกว่าสังคมเมือง เนื่องจากเหตุปัจจัยหลายประการ แต่ข้อใดมีส่วนน้อยที่สุด

13

ข้อที่ 13/150
คำถาม :

แม้สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจะลดน้อยลงไป แต่รัฐบาลยังประกาศพระราชกำหนดความมั่นคงในสถานการณ์ฉุกเฉินในหลานพื้นที่ เพื่อเป้าหมายใด

14

ข้อที่ 14/150
คำถาม :

ข้อใด คือ องค์กรที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 กระทั่งปัจจุบัน

15

ข้อที่ 15/150
คำถาม :

ข้อให้มิใช่ภารกิจของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ

16

ข้อที่ 16/150
คำถาม :

พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” คำว่า “ครองแผ่นดิน” มีความหมายตรงกับข้อใด

17

ข้อที่ 17/150
คำถาม :

แนวคิดในการทำงานของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มีศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์หลักในการปฏิรูปสังคม ยกเว้นข้อใด

18

ข้อที่ 18/150
คำถาม :

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปประเทศ คือข้อใด

19

ข้อที่ 19/150
คำถาม :

บทบาทหน้าที่ของภาคธุรกิจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปสังคมไทยในปัจจุบันมีหลายประการ ข้อใดมีความสำคัญมากที่สุด

20

ข้อที่ 20/150
คำถาม :

แนวทางการปฏิรูปประเทศไทยจะสำเร็จได้หากมีการดำเนินการตามแนวทางในข้อใด

21

ข้อที่ 21/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวในกรณีนักเรียนนักศึกษาต่างสถาบันทะเลาะวิวาทกันได้ดีที่สุด

22

ข้อที่ 22/150
คำถาม :

ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ยังไม่สามารถทดแทนได้ทัน หน่วยงานภาครัฐควรเร่งดำเนินการในข้อใด

23

ข้อที่ 23/150
คำถาม :

ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน มีข้อสังเกตว่าประชาธิปไตยของไทยยังขาดความมั่นคงเนื่องจากเหตุใด

24

ข้อที่ 24/150
คำถาม :

หน่วยงานใดที่มีบทบาทสำคัญโดยตรงในการดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวมสำหรับประชาชนทุกคนในระดับชุมชน

25

ข้อที่ 25/150
คำถาม :

หลังจากนายเนลสัน แมนแดลา พ้นโทษทางการเมืองและได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหภาพแอฟริกาใต้ เขาได้ดำเนินการนโยบายใดเป็นนโยบายแรกในการบริหารประเทศ

26

ข้อที่ 26/150
คำถาม :

หากทางการพม่าที่จังหวัดเมียวดี สั่งปิดพรมแดน มีผลทำให้การค้าระหว่างพรมแดนประเทศเมียนม่าร์กับประเทศไทยในพื้นที่บริเวณใดต่อไปนี้ไม่สามารถดำเนินการได้

27

ข้อที่ 27/150
คำถาม :

ทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนตามแนวชายแดนใกล้บริเวณปราสาทพระวิหารได้แก่ข้อใด

28

ข้อที่ 28/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 28 – 30   ... ความล้มเหลวในการแบ่งปันความมั่นคั่งท่ามกลางความไม่เข้าใจทางวัฒนธรรม และความแค้นเคืองทางประวัติศาสตร์ บ่มเพาะความโกรธแค้นฝังลึกลงกลางใจของชนชาติส่วนน้อยอุยกูร์บนแผ่นดินจีน ทว่าความหวังที่ชาวจีนฮั่นและอุยกูร์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขร่วมเสพสุขจาก ความรุ่งโรจน์ในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำมันอันกว้างใหญ่ของพวกเขานั้นยิ่งดูริบหรี่ จลาจลที่ระเบิดขึ้นในอูหลู่มู่ฉีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิตร่วม 200 คน ระหว่างการปะทะในวันเดียว สะท้อนเป็นอย่างดีถึงวิกฤตระหว่างเชื้อชาติในเขตปกครองตัวเองอุยกูร์มณฑลซินเจียง   อุยกูร์ชนชาติที่พูดภาษาเดอร์กิช ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เคยประกาศรัฐเอกราชและปกครองตัวเองด้วยความสุขในชั่วเวลาสั้นๆเมื่อผู้นำจีนคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธาน เหมา เจ๋อตง สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 ก็สั่งกองกำลังยาตราทัพเข้า “ปลดปล่อย” ประชาชนในซินเจียงดินแดนแห่งภาคตะวันตกจีน หลังจากนั้นมา ชาวอุยกูร์ก็เริ่มบ่นถึงการกดขี่ของการปกครองจีน แม้ในช่วงเศรษฐกิจบูมเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายมุ่งพัฒนา ภาคตะวันตก ชาวอุยกูร์หลายคนก็ยังคิดว่าพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง   อับดุลเลาะห์ ชายอุยกูร์ วัย 28 ปี ในอูหลู่มู่ฉี ซึ่งเป็นเมืองเอกของซินเจียง บอกว่า “พวกจีนฮั่น ไม่ชอบพวกเรา พวกเราถูกกีดกั้น ถูกดูถูกมาตลอด พวกบริษัทจีนก็ไม่อยากจ้างอุยกูร์ทำงาน และถ้าพวกเราได้งานก็ถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย” อับดุลเลาะห์เล่าว่า “คนงานเชื้อสายจีนฮั่นได้รับเงินเดือนสูงกว่าชาวอุยกูร์ 4 เท่า ในงานลักษณะเดียวกัน”   ในปี 2492 ที่จีนเข้าปลดปล่อยซินเจียง จำนวนประชากรชาวจีนฮั่นมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมดในมณฑล ปัจจุบันกลุ่มฮั่นขยายใหญ่มากถึงร้อยละ 40 ของประชากรในซินเจียง ชาวอุยกูร์มองว่าพวกแรงงานอพยพจีนฮั่นเข้ามาฮุบผลประโยชน์ในการพัฒนาด้านทรัพยากรอันอุดมของดินแดนพวกเขาที่มีทั้งน้ำมัน เหมืองแร่ และพืชผลเกษตร นอกจากนี้ชาวอุยกุร์ยังรู้สึกว่าศาสนาของพวกเขายังถูกใช้เป็นเครื่องมือกีดกั้นพวกเขา ยิ่งโหมกระพือความเก็บกดในใจของชาวอุยกูร์ ข้อใดที่ ไม่ใช่ ปัจจัยสำคัญซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนอุยกูร์พื้นเมืองกับชาวจีนฮั่น 

29

ข้อที่ 29/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 28 – 30   ... ความล้มเหลวในการแบ่งปันความมั่นคั่งท่ามกลางความไม่เข้าใจทางวัฒนธรรม และความแค้นเคืองทางประวัติศาสตร์ บ่มเพาะความโกรธแค้นฝังลึกลงกลางใจของชนชาติส่วนน้อยอุยกูร์บนแผ่นดินจีน ทว่าความหวังที่ชาวจีนฮั่นและอุยกูร์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขร่วมเสพสุขจาก ความรุ่งโรจน์ในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำมันอันกว้างใหญ่ของพวกเขานั้นยิ่งดูริบหรี่ จลาจลที่ระเบิดขึ้นในอูหลู่มู่ฉีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิตร่วม 200 คน ระหว่างการปะทะในวันเดียว สะท้อนเป็นอย่างดีถึงวิกฤตระหว่างเชื้อชาติในเขตปกครองตัวเองอุยกูร์มณฑลซินเจียง   อุยกูร์ชนชาติที่พูดภาษาเดอร์กิช ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เคยประกาศรัฐเอกราชและปกครองตัวเองด้วยความสุขในเวลาสั้นๆเมื่อผู้นำจีนคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธาน เหมา เจ๋อตง สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 ก็สั่งกองกำลังยาตราทัพเข้า “ปลดปล่อย” ประชาชนในซินเจียงดินแดนแห่งภาคตะวันตกจีน หลังจากนั้นมา ชาวอุยกูร์ก็เริ่มบ่นถึงการกดขี่ของการปกครองจีน แม้ในช่วงเศรษฐกิจบูมเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายมุ่งพัฒนา ภาคตะวันตก ชาวอุยกูร์หลายคนก็ยังคิดว่าพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง   อับดุลเลาะห์ ชายอุยกูร์ วัย 28 ปี ในอูหลู่มู่ฉี ซึ่งเป็นเมืองเอกของซินเจียง บอกว่า “พวกจีนฮั่น ไม่ชอบพวกเรา พวกเราถูกกีดกั้น ถูกดูถูกมาตลอด พวกบริษัทจีนก็ไม่อยากจ้างอุยกูร์ทำงาน และถ้าพวกเราได้งานก็ถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย” อับดุลเลาะห์เล่าว่า “คนงานเชื้อสายจีนฮั่นได้รับเงินเดือนสูงกว่าชาวอุยกูร์ 4 เท่า ในงานลักษณะเดียวกัน”   ในปี 2492 ที่จีนเข้าปลดปล่อยซินเจียง จำนวนประชากรชาวจีนฮั่นมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมดในมณฑล ปัจจุบันกลุ่มฮั่นขยายใหญ่มากถึงร้อยละ 40 ของประชากรในซินเจียง ชาวอุยกูร์มองว่าพวกแรงงานอพยพจีนฮั่นเข้ามาฮุบผลประโยชน์ในการพัฒนาด้านทรัพยากรอันอุดมของดินแดนพวกเขาที่มีทั้งน้ำมัน เหมืองแร่ และพืชผลเกษตร นอกจากนี้ชาวอุยกุร์ยังรู้สึกว่าศาสนาของพวกเขายังถูกใช้เป็นเครื่องมือกีดกั้นพวกเขา ยิ่งโหมกระพือความเก็บกดในใจของชาวอุยกูร์ ข้อความใดใช้สรุปสถานการณ์ปัญหาที่ปรากฏในข้อความข้างต้นได้เหมาะสมที่สุด

30

ข้อที่ 30/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 28 – 30   ... ความล้มเหลวในการแบ่งปันความมั่นคั่งท่ามกลางความไม่เข้าใจทางวัฒนธรรม และความแค้นเคืองทางประวัติศาสตร์ บ่มเพาะความโกรธแค้นฝังลึกลงกลางใจของชนชาติส่วนน้อยอุยกูร์บนแผ่นดินจีน ทว่าความหวังที่ชาวจีนฮั่นและอุยกูร์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขร่วมเสพสุขจาก ความรุ่งโรจน์ในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำมันอันกว้างใหญ่ของพวกเขานั้นยิ่งดูริบหรี่ จลาจลที่ระเบิดขึ้นในอูหลู่มู่ฉีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิตร่วม 200 คน ระหว่างการปะทะในวันเดียว สะท้อนเป็นอย่างดีถึงวิกฤตระหว่างเชื้อชาติในเขตปกครองตัวเองอุยกูร์มณฑลซินเจียง   อุยกูร์ชนชาติที่พูดภาษาเดอร์กิช ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เคยประกาศรัฐเอกราชและปกครองตัวเองด้วยความสุขในเวลาสั้นๆเมื่อผู้นำจีนคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธาน เหมา เจ๋อตง สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 ก็สั่งกองกำลังยาตราทัพเข้า “ปลดปล่อย” ประชาชนในซินเจียงดินแดนแห่งภาคตะวันตกจีน หลังจากนั้นมา ชาวอุยกูร์ก็เริ่มบ่นถึงการกดขี่ของการปกครองจีน แม้ในช่วงเศรษฐกิจบูมเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายมุ่งพัฒนา ภาคตะวันตก ชาวอุยกูร์หลายคนก็ยังคิดว่าพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง   อับดุลเลาะห์ ชายอุยกูร์ วัย 28 ปี ในอูหลู่มู่ฉี ซึ่งเป็นเมืองเอกของซินเจียง บอกว่า “พวกจีนฮั่น ไม่ชอบพวกเรา พวกเราถูกกีดกั้น ถูกดูถูกมาตลอด พวกบริษัทจีนก็ไม่อยากจ้างอุยกูร์ทำงาน และถ้าพวกเราได้งานก็ถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย” อับดุลเลาะห์เล่าว่า “คนงานเชื้อสายจีนฮั่นได้รับเงินเดือนสูงกว่าชาวอุยกูร์ 4 เท่า ในงานลักษณะเดียวกัน”   ในปี 2492 ที่จีนเข้าปลดปล่อยซินเจียง จำนวนประชากรชาวจีนฮั่นมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมดในมณฑล ปัจจุบันกลุ่มฮั่นขยายใหญ่มากถึงร้อยละ 40 ของประชากรในซินเจียง ชาวอุยกูร์มองว่าพวกแรงงานอพยพจีนฮั่นเข้ามาฮุบผลประโยชน์ในการพัฒนาด้านทรัพยากรอันอุดมของดินแดนพวกเขาที่มีทั้งน้ำมัน เหมืองแร่ และพืชผลเกษตร นอกจากนี้ชาวอุยกุร์ยังรู้สึกว่าศาสนาของพวกเขายังถูกใช้เป็นเครื่องมือกีดกั้นพวกเขา ยิ่งโหมกระพือความเก็บกดในใจของชาวอุยกูร์ กรณีความขัดแย้งที่มณฑลซินเจียงควรแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุโดยเริ่มต้นที่การสร้างค่านิยมใหม่ในเรื่องใด

31

ข้อที่ 31/150
คำถาม :

ปัจจัยสำคัญใดที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุด ในการทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างไม่มั่นคง

32

ข้อที่ 32/150
คำถาม :

ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ โครงสร้างประชากรของโลกจะมีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น อาจมากกว่าหนึ่งในห้าของประชากรโลกอีก 40 ปีข้างหน้า ประเทศต่างๆ ควรมีแผนพัฒนารองรับโครงสร้างดังกล่าว ยกเว้นข้อใด

33

ข้อที่ 33/150
คำถาม :

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีอัตราเพิ่มสูงมาก จนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก ทั้งนี้จากข้อได้เปรียบด้านแรงงานหลายประการ ข้อใดเป็นข้อได้เปรียบที่น้อยที่สุด

34

ข้อที่ 34/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งทางโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน

35

ข้อที่ 35/150
คำถาม :

แผนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของไทยช่วงปี พ.ศ.2551 – 2560 เพื่อสร้างความเป็นธรรมและแก้ปัญหาการคลังของภาครัฐนั้น จะต้องมีการเก็บภาษีประเภทใหม่ ยกเว้นข้อใด

36

ข้อที่ 36/150
คำถาม :

ข้อเสียของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือข้อใด

37

ข้อที่ 37/150
คำถาม :

การตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้อใดเป็นการดำเนินการตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

38

ข้อที่ 38/150
คำถาม :

ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ของไทยในเรื่องต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

39

ข้อที่ 39/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 39 – 42   เงินบาทแข็งโป๊กรอบ 28 เดือน กรุงไทยฟันธงสิ้นปีแตะ 30 บาท/ดอลลาร์แน่นอน นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 31.27 – 31.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นการทำสถิติใหม่ของปีนี้ เป็นการแข็งค่ามากกว่า 28 เดือน นายวินิจ แสงอรุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มปฏิบัติการธุรกิจระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะสามารถแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปีแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปยังไม่แข็งแรงมากนัก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียมากขึ้น ทำให้แนวโน้มแข็งค่าขึ้นทุกสกุล ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเฉพาะสกุลเงินบาทเท่านั้น มติชนออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 แนวโน้มของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างไร

40

ข้อที่ 40/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 39 – 42   เงินบาทแข็งโป๊กรอบ 28 เดือน กรุงไทยฟันธงสิ้นปีแตะ 30 บาท/ดอลลาร์แน่นอน นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 31.27 – 31.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นการทำสถิติใหม่ของปีนี้ เป็นการแข็งค่ามากกว่า 28 เดือน นายวินิจ แสงอรุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มปฏิบัติการธุรกิจระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะสามารถแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปีแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปยังไม่แข็งแรงมากนัก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียมากขึ้น ทำให้แนวโน้มแข็งค่าขึ้นทุกสกุล ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเฉพาะสกุลเงินบาทเท่านั้น มติชนออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 จากข้อความข้างต้น เมื่อเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ดีขึ้นส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านใด

41

ข้อที่ 41/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 39 – 42   เงินบาทแข็งโป๊กรอบ 28 เดือน กรุงไทยฟันธงสิ้นปีแตะ 30 บาท/ดอลลาร์แน่นอน นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 31.27 – 31.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นการทำสถิติใหม่ของปีนี้ เป็นการแข็งค่ามากกว่า 28 เดือน นายวินิจ แสงอรุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มปฏิบัติการธุรกิจระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะสามารถแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปีแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปยังไม่แข็งแรงมากนัก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียมากขึ้น ทำให้แนวโน้มแข็งค่าขึ้นทุกสกุล ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเฉพาะสกุลเงินบาทเท่านั้น มติชนออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 บุคคลกลุ่มใดที่จะได้รับผลกระทบทางลบ น้อยที่สุด จากภาวะเงินบาทแข็งค่า

42

ข้อที่ 42/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 39 – 42   เงินบาทแข็งโป๊กรอบ 28 เดือน กรุงไทยฟันธงสิ้นปีแตะ 30 บาท/ดอลลาร์แน่นอน นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 31.27 – 31.29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นการทำสถิติใหม่ของปีนี้ เป็นการแข็งค่ามากกว่า 28 เดือน นายวินิจ แสงอรุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มปฏิบัติการธุรกิจระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะสามารถแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปีแน่นอน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปยังไม่แข็งแรงมากนัก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียมากขึ้น ทำให้แนวโน้มแข็งค่าขึ้นทุกสกุล ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเฉพาะสกุลเงินบาทเท่านั้น มติชนออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 หากเงินบาทไทยยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจะมีผลระทบต่อวงการศึกษาไทยอย่างไร

43

ข้อที่ 43/150
คำถาม :

ข้อใดมีความสำคัญน้อยที่สุดในการแกปัญหารายได้ของประชาชนเพื่อชีวิตที่ดีและยั่งยืน

44

ข้อที่ 44/150
คำถาม :

นโยบายการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโดยรวม

45

ข้อที่ 45/150
คำถาม :

จากรูปภาพนี้ ตอบคำถามข้อที่ 45 – 47 คำว่า “แลนด์ลอร์ด” ที่ปรากฏในรูปภาพหมายถึงข้อใด

46

ข้อที่ 46/150
คำถาม :

จากรูปภาพนี้ ตอบคำถามข้อที่ 45 – 47


เพราะเหตุใดผู้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่คุ้มค่าจึงสมควรต้องจ่ายภาษีหลัก

47

ข้อที่ 47/150
คำถาม :

จากรูปภาพนี้ ตอบคำถามข้อที่ 45 – 47 ข้อใดต่อไปนี้จัดอยู่ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ดินที่ได้รับการระบุถึงในภาพ

48

ข้อที่ 48/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไป แล้วตอบคำถามข้อดี 48 – 49 “POPEYES เป็นเครือข่ายของธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ขนาดใหญ่ที่เจาะตลาดผู้อยู่อาศัยย่านชานเมือง โดยจะเปิดสาขา กระจายตามชุมชนต่างๆ เน้นการจัดวางสินค้าอุปโภคบริโภคที่ครบครัน ราคาสินค้าถูกกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง”  ข้อความใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของ POPEYES

49

ข้อที่ 49/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไป แล้วตอบคำถามข้อดี 48 – 49 “POPEYES เป็นเครือข่ายของธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ขนาดใหญ่ที่เจาะตลาดผู้อยู่อาศัยย่านชานเมือง โดยจะเปิดสาขา กระจายตามชุมชนต่างๆ เน้นการจัดวางสินค้าอุปโภคบริโภคที่ครบครัน ราคาสินค้าถูกกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง”  หากกิจการของ POPEYES ขยายตัวครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทยจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อท้องถิ่นอย่างไร

50

ข้อที่ 50/150
คำถาม :

"ทุกวันนี้ที่เรายังมีคนยากจน เพราะมีคนร่ำรวย" จากข้อความดังกล่าว ภาครัฐควรเร่งดำเนินการในข้อใด

51

ข้อที่ 51/150
คำถาม :

ประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการด้านพลังงานในข้อใด

52

ข้อที่ 52/150
คำถาม :

การที่ประเทศจีนเร่งดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ตลอดแนวของแม่น้ำโขงในช่วงที่ไหลผ่านประเทศจีน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหลายประการ ยกเว้น ข้อใด

53

ข้อที่ 53/150
คำถาม :

แม้ว่าการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลจะมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตน้ำจืดธรรมดาประมาณ 3 – 5 เท่า แต่หลายประเทศจำเป็นต้องการโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) ทั้งนี้โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่ประเทศใด  

54

ข้อที่ 54/150
คำถาม :

ชาวปกาเกอะญอ อยู่ในชุมชนขนาดเล็กที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาใจกลางดอยอินทนนท์ ที่มีป่าหนาทึบ พวกเขาอาศัยเพียงแค่แสงอาทิตย์ซึ่งส่องสว่างไม่ถึง 10 ชั่วโมงในแต่ละวัน ถ้าจะให้มีกระแสไฟฟ้าใช้ ควรผลิตจากพลังงานใดจึงจะเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้

55

ข้อที่ 55/150
คำถาม :

ในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนซ้ำเดิมให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ ทั้งนี้มีสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดแคลนหลายประการ ข้อใดมีส่วนน้อยที่สุด

56

ข้อที่ 56/150
คำถาม :

ความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งโครงการพลังงานทดแทน มีหลายประการ ข้อใดมีความสำคัญน้อยที่สุด

57

ข้อที่ 57/150
คำถาม :

ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในด้านใดมีความรุนแรงมากที่สุด

58

ข้อที่ 58/150
คำถาม :

ประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่เป็นจุดเสี่ยงของแผ่นดินไหว แต่ในคราวที่เกิดแผ่นดินไหวทั้งเมืองไครสท์เชิร์ช เมื่อต้นเดือนกันยายน 2553 อาคารบ้านเรือนกลับได้รับความเสียหายไม่มาก เนื่องจากองค์การด้านการวิจัยความปลอดภัยในการก่อสร้างเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วได้รณรงค์ให้สร้างอาคารบ้านเรือนนุ่นใหม่อย่างไร

59

ข้อที่ 59/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นแนวทางในการแก้ปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมที่มีความเหมาะสมที่สุด

60

ข้อที่ 60/150
คำถาม :

ในการประชุมที่ประเทศบราซิล เมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 การประกาศขึ้นทะเบียนสถานที่ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ 21 แห่ง และอยู่ในทวีปเอเชีย 7 แห่ง การประกาศดังกล่าวเป็นบทบาทหน้าที่ขององค์กรใด

61

ข้อที่ 61/150
คำถาม :

แนวคิดหลักของอาคารศาลาไทยในงาน World Expo 2010 ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน คืออะไร

62

ข้อที่ 62/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามข้อ 62 – 66             ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ สภาพธรรมชาติที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากและมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนั้นมีทั้งความหลากหลายในพันธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายในชนิดพันธุ์ (Species Diversity) และความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาปลูก             การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกระดับชั้นของระบบนิเวศ ซึ่งอาจทำได้ทั้งการสำรวจประเภทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ การจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต การค้นคว้าหาศักยภาพของพืชและสัตว์ เพื่อนำประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดทะเบียนเพื่อปกป้องสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กระทั่งสามารถสร้างสำนึกและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ             จึงนับเป็นความจำเป็นในการเร่งลงทุนและสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การสร้างความรู้และทักษะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและที่สำคัญ คือ การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการรักษาและปกป้องคุ้มครองธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน จากบทความสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางในการดำเนินการเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ยกเว้นข้อใด

63

ข้อที่ 63/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามข้อ 62 – 66             ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ สภาพธรรมชาติที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากและมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนั้นมีทั้งความหลากหลายในพันธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายในชนิดพันธุ์ (Species Diversity) และความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาปลูก             การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกระดับชั้นของระบบนิเวศ ซึ่งอาจทำได้ทั้งการสำรวจประเภทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ การจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต การค้นคว้าหาศักยภาพของพืชและสัตว์ เพื่อนำประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดทะเบียนเพื่อปกป้องสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กระทั่งสามารถสร้างสำนึกและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ             จึงนับเป็นความจำเป็นในการเร่งลงทุนและสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การสร้างความรู้และทักษะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและที่สำคัญ คือ การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการรักษาและปกป้องคุ้มครองธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ข้อใดเป็นการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

64

ข้อที่ 64/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามข้อ 62 – 66             ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ สภาพธรรมชาติที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากและมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนั้นมีทั้งความหลากหลายในพันธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายในชนิดพันธุ์ (Species Diversity) และความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาปลูก             การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกระดับชั้นของระบบนิเวศ ซึ่งอาจทำได้ทั้งการสำรวจประเภทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ การจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต การค้นคว้าหาศักยภาพของพืชและสัตว์ เพื่อนำประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดทะเบียนเพื่อปกป้องสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กระทั่งสามารถสร้างสำนึกและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ             จึงนับเป็นความจำเป็นในการเร่งลงทุนและสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การสร้างความรู้และทักษะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและที่สำคัญ คือ การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการรักษาและปกป้องคุ้มครองธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน การสร้างเสริมความสามารถใดที่สามารถช่วยปกป้องและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

65

ข้อที่ 65/150
คำถาม :

  อ่านข้อความต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามข้อ 62 – 66             ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ สภาพธรรมชาติที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากและมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนั้นมีทั้งความหลากหลายในพันธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายในชนิดพันธุ์ (Species Diversity) และความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาปลูก             การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกระดับชั้นของระบบนิเวศ ซึ่งอาจทำได้ทั้งการสำรวจประเภทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ การจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต การค้นคว้าหาศักยภาพของพืชและสัตว์ เพื่อนำประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดทะเบียนเพื่อปกป้องสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กระทั่งสามารถสร้างสำนึกและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ             จึงนับเป็นความจำเป็นในการเร่งลงทุนและสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การสร้างความรู้และทักษะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและที่สำคัญ คือ การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการรักษาและปกป้องคุ้มครองธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย

66

ข้อที่ 66/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพื่อตอบคำถามข้อ 62 – 66             ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ สภาพธรรมชาติที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากและมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ซึ่งความหลากหลายนั้นมีทั้งความหลากหลายในพันธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายในชนิดพันธุ์ (Species Diversity) และความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายสัตว์และพืชแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาปลูก             การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกระดับชั้นของระบบนิเวศ ซึ่งอาจทำได้ทั้งการสำรวจประเภทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ การจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์ไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคต การค้นคว้าหาศักยภาพของพืชและสัตว์ เพื่อนำประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดทะเบียนเพื่อปกป้องสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กระทั่งสามารถสร้างสำนึกและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ             จึงนับเป็นความจำเป็นในการเร่งลงทุนและสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การสร้างความรู้และทักษะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและที่สำคัญ คือ การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการรักษาและปกป้องคุ้มครองธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน มนุษย์ในแต่ละพื้นที่นิเวศได้รับประโยชน์จากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นหลายประการ ยกเว้น ข้อใด

67

ข้อที่ 67/150
คำถาม :

ใช้รูปภาพต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 67 – 70 ที่มา: http://indymedia.ie คำว่า Peak Oil ที่แสดงในรูปภาพหมายถึงข้อใด

68

ข้อที่ 68/150
คำถาม :

ใช้รูปภาพต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 67 – 70 ที่มา: http://indymedia.ie การนำเสนอภาวะ Peak Oil แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคตอย่างไร

69

ข้อที่ 69/150
คำถาม :

ใช้รูปภาพต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 67 – 70 ที่มา: http://indymedia.ie จากแนวโน้มของปรากฏการณ์ Peak Oil พลังงานชนิดใดต่อไปนี้ที่ประเทศไทยควรเร่งส่งเสริมให้มีการผลิต เนื่องจากมีศักยภาพสูงที่จะนำมาใช้

70

ข้อที่ 70/150
คำถาม :

ใช้รูปภาพต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 67 – 70  ที่มา: http://indymedia.ie การผลิตสินค้าชนิดใดต่อไปนี้จะได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรงจากภาวะ Peak Oil

71

ข้อที่ 71/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 71 – 74 สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือ เซลล์ตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีความสามารถในการแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เอง โดยพบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีความแตกต่างจากเซลล์อวัยวะอื่นในร่างกายตรงที่ เซลล์บางอวัยวะไม่สามารแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เองเมื่อได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายจะพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขึ้นมาทดแทนได้ หรือผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองบางส่วนตาย เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการอัมพาต อังพฤกษ์ ซึ่งพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน สเต็มเซลล์ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เซลล์สมองได้ เป็นต้น สำหรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด.. โรคและความผิดปกติต่างๆในร่างกาย มนุษย์ที่ได้รับการยอมรับและยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจนในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่เหมาะสม และผู้ป่วยจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคแพ้ภูมิตนเอง ฯลฯ แม้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ได้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ เช่น การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือฉีดเข้าร่างกายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้นที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง หรือมีไข้ต่ำๆได้ในช่วงที่แพทย์ทำการให้เซลล์ต้นกำเนิดทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ผู้ป่วยหรือประชาชนอาจต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายที่มีราคาค่อนข้างสูงจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจน                                                                                     ที่มา : http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Stem Cell

72

ข้อที่ 72/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 71 – 74 สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือ เซลล์ตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีความสามารถในการแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เอง โดยพบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีความแตกต่างจากเซลล์อวัยวะอื่นในร่างกายตรงที่ เซลล์บางอวัยวะไม่สามารแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เองเมื่อได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายจะพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขึ้นมาทดแทนได้ หรือผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองบางส่วนตาย เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการอัมพาต อังพฤกษ์ ซึ่งพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน สเต็มเซลล์ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เซลล์สมองได้ เป็นต้น สำหรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด.. โรคและความผิดปกติต่างๆในร่างกาย มนุษย์ที่ได้รับการยอมรับและยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจนในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่เหมาะสม และผู้ป่วยจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคแพ้ภูมิตนเอง ฯลฯ แม้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ได้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ เช่น การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือฉีดเข้าร่างกายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้นที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง หรือมีไข้ต่ำๆได้ในช่วงที่แพทย์ทำการให้เซลล์ต้นกำเนิดทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ผู้ป่วยหรือประชาชนอาจต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายที่มีราคาค่อนข้างสูงจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจน                                                                                     ที่มา : http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th โรคหรืออาการผิดปกติชนิดใดที่เหมาะสมจะนำเทคโนโลยีสเต็มเซลล์มาใช้บำบัดรักษา

73

ข้อที่ 73/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 71 – 74 สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือ เซลล์ตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีความสามารถในการแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เอง โดยพบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีความแตกต่างจากเซลล์อวัยวะอื่นในร่างกายตรงที่ เซลล์บางอวัยวะไม่สามารแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เองเมื่อได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายจะพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขึ้นมาทดแทนได้ หรือผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองบางส่วนตาย เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการอัมพาต อังพฤกษ์ ซึ่งพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน สเต็มเซลล์ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เซลล์สมองได้ เป็นต้น สำหรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด.. โรคและความผิดปกติต่างๆในร่างกาย มนุษย์ที่ได้รับการยอมรับและยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจนในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่เหมาะสม และผู้ป่วยจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคแพ้ภูมิตนเอง ฯลฯ แม้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ได้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ เช่น การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือฉีดเข้าร่างกายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้นที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง หรือมีไข้ต่ำๆได้ในช่วงที่แพทย์ทำการให้เซลล์ต้นกำเนิดทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ผู้ป่วยหรือประชาชนอาจต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายที่มีราคาค่อนข้างสูงจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจน                                                                                     ที่มา : http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th ลักษณะเฉพาะที่เป็นข้อดีในการใช้สเต็มเซลล์รักษาผู้ป่วยคือข้อใด

74

ข้อที่ 74/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 71 – 74 สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือ เซลล์ตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีความสามารถในการแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เอง โดยพบว่าเซลล์ต้นกำเนิดมีความแตกต่างจากเซลล์อวัยวะอื่นในร่างกายตรงที่ เซลล์บางอวัยวะไม่สามารแบ่งตัวสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้เองเมื่อได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายจะพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขึ้นมาทดแทนได้ หรือผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองบางส่วนตาย เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการอัมพาต อังพฤกษ์ ซึ่งพบว่าร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน สเต็มเซลล์ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เซลล์สมองได้ เป็นต้น สำหรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด.. โรคและความผิดปกติต่างๆในร่างกาย มนุษย์ที่ได้รับการยอมรับและยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจนในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่เหมาะสม และผู้ป่วยจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคแพ้ภูมิตนเอง ฯลฯ แม้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ได้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ เช่น การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือฉีดเข้าร่างกายเพื่อความสวยงาม โดยทั่วไปผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้นที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง หรือมีไข้ต่ำๆได้ในช่วงที่แพทย์ทำการให้เซลล์ต้นกำเนิดทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ผู้ป่วยหรือประชาชนอาจต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายที่มีราคาค่อนข้างสูงจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันผลการรักษาที่ชัดเจน                                                                                     ที่มา : http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th จากข้อความข้างต้น ผู้ป่วยด้วยโรคหรือมีอาการใดต่อไปนี้ที่แพทย์ควรพิจารณาให้ใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา

75

ข้อที่ 75/150
คำถาม :

คำใดต่อไปนี้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

76

ข้อที่ 76/150
คำถาม :

“Biosensor เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดทางชีวภาพ เป็นอุปกรณ์ที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น เพื่อตรวจวิเคราะห์สารตัวอย่างได้อย่างเฉพาะเจาะจง” จากข้อความดังกล่าว Biosensor น่าจะมีความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ด้านใด น้อยที่สุด

77

ข้อที่ 77/150
คำถาม :

การดำเนินการในข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของชีวจริยธรรม (Bioethics)

78

ข้อที่ 78/150
คำถาม :

หน่วยงานและองค์กรใดต่อไปนี้ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานด้านชีวจริยธรรม

79

ข้อที่ 79/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อที่ 79 -81             พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คือ พลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ต่างจากพลาสติกที่เราๆใช้กันอยู่ที่มีสารตั้งต้นจากปิโตรเคมี ด้วยการผลิตที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาตินี้เอง ช่วยรับประกันถึงเรื่องการย่อยสลายด้วยธรรมชาติ ทำให้ไม่เกิดขยะที่ไม่พึงประสงค์ และการทำลายธรรมชาติจากกระบวนการผลิตและการทำลาย นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มา : www.nstda.or.th ข้อใดเป็นผลดีต่อระบบนิเวศโลกที่เกิดจากลักษณะพิเศษของพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

80

ข้อที่ 80/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อที่ 79 -81             พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คือ พลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ต่างจากพลาสติกที่เราๆใช้กันอยู่ที่มีสารตั้งต้นจากปิโตรเคมี ด้วยการผลิตที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาตินี้เอง ช่วยรับประกันถึงเรื่องการย่อยสลายด้วยธรรมชาติ ทำให้ไม่เกิดขยะที่ไม่พึงประสงค์ และการทำลายธรรมชาติจากกระบวนการผลิตและการทำลาย นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มา : www.nstda.or.th หากมีการประกาศนโยบายจากภาครัฐสนับสนุนให้มีการใช้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพแทนพลาสติกแบบเดิม น่าจะส่งผลต่อการลดลงของสิ่งใด

81

ข้อที่ 81/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อที่ 79 -81             พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คือ พลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ต่างจากพลาสติกที่เราๆใช้กันอยู่ที่มีสารตั้งต้นจากปิโตรเคมี ด้วยการผลิตที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบทางธรรมชาตินี้เอง ช่วยรับประกันถึงเรื่องการย่อยสลายด้วยธรรมชาติ ทำให้ไม่เกิดขยะที่ไม่พึงประสงค์ และการทำลายธรรมชาติจากกระบวนการผลิตและการทำลาย นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มา : www.nstda.or.th เทคโนโลยีประเภทใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

82

ข้อที่ 82/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com ข้อความใดสรุปสาระสำคัญของเนื้อหาจากข้อความข้างต้นได้ครอบคลุมที่สุด

83

ข้อที่ 83/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com การคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ในปี ค.ศ.1975 ได้พิจารณาว่าสิ่งใดจะเข้ามามีบทบาททดแทนสื่อสิ่งพิมพ์

84

ข้อที่ 84/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com การนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจของวงการสิ่งพิมพ์ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมในข้อใด

85

ข้อที่ 85/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com เพราะเหตุใดนวัตกรรมในการอ่านผ่านสื่อเทคโนโลยีจึงยังไม่ได้รับความนิยมสูงมากนักเมื่อเทียบกับสิ่งพิมพ์ทั่วไป

86

ข้อที่ 86/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com เว็บไซต์ประเภท Blog มีความเกี่ยงข้องกับแวดวงสิ่งพิมพ์อย่างไร

87

ข้อที่ 87/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com ไฟล์แบบ Pixel มีคุณสมบัติสอดคล้องกับข้อใด

88

ข้อที่ 88/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90               สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com หากความนิยมของหนังสือดิจิตอลเพิ่มมากขึ้นและนำไปสู่สังคมไร้กระดาษในอนาคต แวดวงการศึกษาควรมีการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไร

89

ข้อที่ 89/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com ทักษะความสามารถในข้อใดที่เป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่ต้องพัฒนาแก่ผู้เรียนทุกคน สำหรับยุคสมัยสังคมไร้กระดาษ

90

ข้อที่ 90/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อที่ 82 – 90             สังคมไร้กระดาษ (Paperless Society) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี (PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่าน และการเขียน             ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช่กันทุกคน. สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิด เว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel             บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป             นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบกนิยายปกแข็งเล่มหนา แถมยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง                                                                                                 ที่มา : www.sarakadee.com สินค้านวัตกรรมในข้อใดต่อไปนี้ที่จะช่วยตอบสนองวัฒนธรรมการอ่านแบบใหม่แห่งสังคมไร้กระดาษได้

91

ข้อที่ 91/150
คำถาม :

วัดพระเขี้ยวแก้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์รวมศรัทธาสูงสุดของชนชาติใด

92

ข้อที่ 92/150
คำถาม :

เอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของชาวทิเบต มีหลายประการ ยกเว้น ข้อใด

93

ข้อที่ 93/150
คำถาม :

คติในการสร้าง “พระวิหาร” บริเวณเขาพระวิหาร คล้ายคลึงกับคติในการสร้างโบราณสถานหลายแห่ง ยกเว้น ข้อใด

94

ข้อที่ 94/150
คำถาม :

ภูมิปัญญาในการทำมัมมี่ของอารยธรรมอียิปต์ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด

95

ข้อที่ 95/150
คำถาม :

งานสถาปัตยกรรมในข้อใดที่เป็นตัวแทนของศิลปะตระกูลบารอค ร็อคโคโคที่เน้นรูปทรงธรรมชาติ แต่มีรายละเอียดอย่างฟุ่มเฟือย

96

ข้อที่ 96/150
คำถาม :

ศิลปินผู้ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะตระกูลคิวบิสม์ ได้แก่ผู้ใด

97

ข้อที่ 97/150
คำถาม :

หากผลงานจิตรกรรมของแวนโกะเป็นการลดทอนความเหมือนจริง มุ่งหาวิธีการแสดงออกในเชิงนามธรรม ผลงานของศิลปินท่านใดต่อไปนี้ที่มุ่งแสดงให้เห็นถึงความสมจริง

98

ข้อที่ 98/150
คำถาม :

“อัปสรา” ที่ปรากฏในนครวัด สถานที่อุดมคติของอารยธรรมขอม หมายถึงอะไร

99

ข้อที่ 99/150
คำถาม :

วรรณกรรมต่อไปนี้เรื่องใดที่นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ เพื่อความเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลที่แตกต่างในด้านเชื้อชาติและสีผิว          

100

ข้อที่ 100/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นผลงานทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถุงภูมิปัญญาของท้องถิ่นในการปรับตัวเข้าหาความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ

101

ข้อที่ 101/150
คำถาม :

“ฮูปแต้ม” ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หมายถึงอะไร

102

ข้อที่ 102/150
คำถาม :

งานพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของวิถีการปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนในพระพุทธศาสนาข้อใดมากที่สุด

103

ข้อที่ 103/150
คำถาม :

การไหว้ครูก่อนการขึ้นชกของนักมวยไทย เป็นการแสดงออกในด้านต่างๆหลายประการ ข้อใดมีส่วนสำคัญน้อยที่สุด

104

ข้อที่ 104/150
คำถาม :

ข้อใดมิใช่งานด้านช่างฝีมือดั้งเดิมที่คณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญา

105

ข้อที่ 105/150
คำถาม :

แนวคิดเรื่อง “อารยสถาปัตย์” ให้ความสำคัญกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารสถานที่ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้งานทุกคน สถานที่ใดที่มีการออกแบบสอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว

106

ข้อที่ 106/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้เพื่อตอบคำถามข้อ 106 – 108               จากบทสัมภาษณ์จิระนันท์ พิตรปรีชา ในนิตยสารไฮคลาส สรุปความได้ว่า งานวรรณกรรมของไทยควรมีการส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว อย่างเช่นในต่างประเทศ มีการรวมใจของประชาชนและท้องถิ่น ลุกขึ้นมากำหนดให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการบำบัด เยียวยาจิตใจ ซึ่งในช่วงแรกคนอาจไม่มาก เป็นเพียงคนภายในท้องถิ่น แต่ภายหลังอาจขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ บางประเทศใช้งานวรรณกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเดียว แทนที่จะเขียนเพื่อยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ แสวงหาความงาม ความงามในระดับนามธรรม แต่กลับใช้ในการทำลายกัน             อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจประสบปัญหาในการสร้างสรรค์กวีใน 2 ลักษณะ ทั้งจากการยึดมั่นในจารีดการประพันธ์มากเกินไป จนละเลยสาระของเนื้อหา หรือจากการละเลยจารีต กระทั่งขาดความงดงามทางฉันทลักษณ์ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของความคิดและความงาม เพื่อดำรงอัตลักษณ์ของกวี             ดังนั้น การส่งเสริมงานวรรณกรรม ต้องบ่มเพาะ ต้องปรับปรน และขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่จมปลักกับความคิดของตนเองกระทั่งกลายเป็นความขมขื่น แต่ต้องเปิดหูเปิดตาพบสิ่งใหม่ๆ และส่งเสริมพลังแห่งจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่องานสร้างสรรค์สืบไป ข้อใดเป็นคุณลักษณะของ “กวีที่ดี” ของจิระนันท์ พิตรปรีชา

107

ข้อที่ 107/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้เพื่อตอบคำถามข้อ 106 – 108               จากบทสัมภาษณ์จิระนันท์ พิตรปรีชา ในนิตยสารไฮคลาส สรุปความได้ว่า งานวรรณกรรมของไทยควรมีการส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว อย่างเช่นในต่างประเทศ มีการรวมใจของประชาชนและท้องถิ่น ลุกขึ้นมากำหนดให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการบำบัด เยียวยาจิตใจ ซึ่งในช่วงแรกคนอาจไม่มาก เป็นเพียงคนภายในท้องถิ่น แต่ภายหลังอาจขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ บางประเทศใช้งานวรรณกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเดียว แทนที่จะเขียนเพื่อยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ แสวงหาความงาม ความงามในระดับนามธรรม แต่กลับใช้ในการทำลายกัน             อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจประสบปัญหาในการสร้างสรรค์กวีใน 2 ลักษณะ ทั้งจากการยึดมั่นในจารีดการประพันธ์มากเกินไป จนละเลยสาระของเนื้อหา หรือจากการละเลยจารีต กระทั่งขาดความงดงามทางฉันทลักษณ์ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของความคิดและความงาม เพื่อดำรงอัตลักษณ์ของกวี             ดังนั้น การส่งเสริมงานวรรณกรรม ต้องบ่มเพาะ ต้องปรับปรน และขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่จมปลักกับความคิดของตนเองกระทั่งกลายเป็นความขมขื่น แต่ต้องเปิดหูเปิดตาพบสิ่งใหม่ๆ และส่งเสริมพลังแห่งจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่องานสร้างสรรค์สืบไป แนวทางในการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสามารถยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ได้อย่างแท้จริง สามารถทำได้หลายวิธี ยกเว้นข้อใด

108

ข้อที่ 108/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้เพื่อตอบคำถามข้อ 106 – 108               จากบทสัมภาษณ์จิระนันท์ พิตรปรีชา ในนิตยสารไฮคลาส สรุปความได้ว่า งานวรรณกรรมของไทยควรมีการส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว อย่างเช่นในต่างประเทศ มีการรวมใจของประชาชนและท้องถิ่น ลุกขึ้นมากำหนดให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการบำบัด เยียวยาจิตใจ ซึ่งในช่วงแรกคนอาจไม่มาก เป็นเพียงคนภายในท้องถิ่น แต่ภายหลังอาจขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ บางประเทศใช้งานวรรณกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเดียว แทนที่จะเขียนเพื่อยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ แสวงหาความงาม ความงามในระดับนามธรรม แต่กลับใช้ในการทำลายกัน             อย่างไรก็ตาม บางประเทศอาจประสบปัญหาในการสร้างสรรค์กวีใน 2 ลักษณะ ทั้งจากการยึดมั่นในจารีดการประพันธ์มากเกินไป จนละเลยสาระของเนื้อหา หรือจากการละเลยจารีต กระทั่งขาดความงดงามทางฉันทลักษณ์ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของความคิดและความงาม เพื่อดำรงอัตลักษณ์ของกวี             ดังนั้น การส่งเสริมงานวรรณกรรม ต้องบ่มเพาะ ต้องปรับปรน และขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่จมปลักกับความคิดของตนเองกระทั่งกลายเป็นความขมขื่น แต่ต้องเปิดหูเปิดตาพบสิ่งใหม่ๆ และส่งเสริมพลังแห่งจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่องานสร้างสรรค์สืบไป การส่งเสริมงานวรรณกรรมให้เป็นเครื่องมือที่สามารถบำบัดเยียวยาจิตใจของประชาชน กวีควรมีบทบาทในการส่งเสริมอย่างไร

109

ข้อที่ 109/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพ่อตอบคำถามข้อ 109 – 110               จากการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของสังคมไทย สะท้อนว่า ทิศทางในการพัฒนาประเทศไทยภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีขอบเขตในอุตสาหกรรม 4 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง ศิลปหัตถกรรม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้รักษาทุนทางวัฒนธรรมยังไม่ได้รับประโยชน์ แต่ประโยชน์กลับตกอยู่กับคนระดับสูง ทำให้มีช่องว่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น นอกจากนั้น ทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญยังได้รับความสนใจจากสังคมน้อยมาก จากการที่คนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยน้อยเกินไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสร้างองค์ความรู้และเผยแพร่สาระทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ผานสื่ออย่างกว้างขวาง ทุนทางวัฒนธรรม หมายถึงอะไร

110

ข้อที่ 110/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ เพ่อตอบคำถามข้อ 109 – 110               จากการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของสังคมไทย สะท้อนว่า ทิศทางในการพัฒนาประเทศไทยภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีขอบเขตในอุตสาหกรรม 4 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง ศิลปหัตถกรรม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้รักษาทุนทางวัฒนธรรมยังไม่ได้รับประโยชน์ แต่ประโยชน์กลับตกอยู่กับคนระดับสูง ทำให้มีช่องว่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น นอกจากนั้น ทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญยังได้รับความสนใจจากสังคมน้อยมาก จากการที่คนไทยยังภาคภูมิใจในความเป็นไทยน้อยเกินไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสร้างองค์ความรู้และเผยแพร่สาระทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ผานสื่ออย่างกว้างขวาง ช่องว่างระหว่างชนชั้นที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม เป็นผลจากการดำเนินการในลักษณะใด

111

ข้อที่ 111/150
คำถาม :

สภาวิชาชีพเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้บุคลากรแต่ละวิชาชีพมีมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงร่วมมือกับสภาวิชาชีพต่างๆ ในการผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ยกเว้นข้อใด

112

ข้อที่ 112/150
คำถาม :

จากเป้าหมายในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามเกณฑ์วิชาชีพ หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนเครือข่ายนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู

113

ข้อที่ 113/150
คำถาม :

หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคณิตศาสตร์โอลิมปิค สามารถดูข้อมูลที่มีความชัดเจนได้จากเว็บไซต์ของหน่วยงานใด

114

ข้อที่ 114/150
คำถาม :

www.etvthai.tv อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด

115

ข้อที่ 115/150
คำถาม :

หน่วยงานใดมีภารกิจหลักในการให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการบริหารและการจัดการอาชีวศึกษา

116

ข้อที่ 116/150
คำถาม :

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานในกำกับของสำนักงานใด

117

ข้อที่ 117/150
คำถาม :

ข้อใดถือเป็นการจัดการศึกษาพิเศษตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

118

ข้อที่ 118/150
คำถาม :

แนวทางใดเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มโอกาสทางศึกษาและเรียนรู้

119

ข้อที่ 119/150
คำถาม :

กระทรวงศึกษาธิการขอให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งออกระเบียบและมาตรการควบคุมการจัดกิจกรรมรับน้อง โดยมุ่งเน้นการสร้างความปรองดองในสังคม การเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี ข้อใดสอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวน้อยที่สุด

120

ข้อที่ 120/150
คำถาม :

โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นในภาพรวมของประเทศ เพื่อผลิตครูมืออาชีพที่มีความรู้ทางวิชาการ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครู ข้อใดไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

121

ข้อที่ 121/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (Thailand Cyber University: TCU)

122

ข้อที่ 122/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการยกระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก

123

ข้อที่ 123/150
คำถาม :

ข้อใดเป็นข้อมูลสะท้อนการขาดแคลนทรัพยากรครูในเชิงปริมาณ

124

ข้อที่ 124/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่แนวนโยบายในการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้

125

ข้อที่ 125/150
คำถาม :

อ่านบทความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 125 – 127 ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) มีความเห็นสอดคล้องกับเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ว่ารากเหง้าสำคัญของไทยอยู่ที่การเกษตรกรรม ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงควรหันกลับมาเน้นผลิตกำลังคนสายเกษตรกรรม ซึ่ง สอศ. มีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอยู่ถึง 47 แห่งทั่วประเทศ และมีวิทยาลัยการอาชีพอยู่ 100 กว่าแห่ง แต่ทุกวันนี้กลับไม่ค่อยมีเด็กที่จะเข้าไปเรียน โดยเฉพาะวิทยาลัยการอาชีพ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล อุปกรณ์ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนก็น้อย ครู อาจารย์ก็มีไม่กี่คน บางคนต้องสอนหลายวิชา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ววิทยาลัยการอาชีพถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่ทำให้คนมีอาชีพและมีรายได้ ดังนั้น จึงจะแก้ปัญหานี้ โดยเบื้องต้นจะแบ่งวิทยาลัยการอาชีพออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกลำบากมากที่สุด กลุ่มปานกลาง และกลุ่มไม่ลำบาก ทั้งนี้ จะเร่งสนับสนุนทุกๆด้านแก่กลุ่มที่ลำบากก่อนโดยมีเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะต้องให้วิทยาลัยการอาชีพสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเชิญผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพมาประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรเรามีอัตราจ้างที่สามารถใช้งบประมาณของเราเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องของความต้องการ                                                 ( ปรับปรุงจากข่าวไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม  2553) จากบทความ ข้อใดมิใช่ปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากฐานของไทย

126

ข้อที่ 126/150
คำถาม :

อ่านบทความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 125 – 127   ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) มีความเห็นสอดคล้องกับเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ว่ารากเหง้าสำคัญของไทยอยู่ที่การเกษตรกรรม ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงควรหันกลับมาเน้นผลิตกำลังคนสายเกษตรกรรม ซึ่ง สอศ. มีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอยู่ถึง 47 แห่งทั่วประเทศ และมีวิทยาลัยการอาชีพอยู่ 100 กว่าแห่ง แต่ทุกวันนี้กลับไม่ค่อยมีเด็กที่จะเข้าไปเรียน โดยเฉพาะวิทยาลัยการอาชีพ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล อุปกรณ์ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนก็น้อย ครู อาจารย์ก็มีไม่กี่คน บางคนต้องสอนหลายวิชา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ววิทยาลัยการอาชีพถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่ทำให้คนมีอาชีพและมีรายได้ ดังนั้น จึงจะแก้ปัญหานี้ โดยเบื้องต้นจะแบ่งวิทยาลัยการอาชีพออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกลำบากมากที่สุด กลุ่มปานกลาง และกลุ่มไม่ลำบาก ทั้งนี้ จะเร่งสนับสนุนทุกๆด้านแก่กลุ่มที่ลำบากก่อนโดยมีเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะต้องให้วิทยาลัยการอาชีพสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเชิญผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพมาประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรเรามีอัตราจ้างที่สามารถใช้งบประมาณของเราเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องของความต้องการ                                                 ( ปรับปรุงจากข่าวไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม  2553) จากเป้าหมายทำให้วิทยาลัยการอาชีพสามารถเลี้ยงตัวเองได้ภายในระยะเวลา 5 ปี แนวทางใดเป็นแนวทางหลักในการพัฒนา

127

ข้อที่ 127/150
คำถาม :

อ่านบทความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 125 – 127   ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) มีความเห็นสอดคล้องกับเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ว่ารากเหง้าสำคัญของไทยอยู่ที่การเกษตรกรรม ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงควรหันกลับมาเน้นผลิตกำลังคนสายเกษตรกรรม ซึ่ง สอศ. มีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอยู่ถึง 47 แห่งทั่วประเทศ และมีวิทยาลัยการอาชีพอยู่ 100 กว่าแห่ง แต่ทุกวันนี้กลับไม่ค่อยมีเด็กที่จะเข้าไปเรียน โดยเฉพาะวิทยาลัยการอาชีพ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล อุปกรณ์ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนก็น้อย ครู อาจารย์ก็มีไม่กี่คน บางคนต้องสอนหลายวิชา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ววิทยาลัยการอาชีพถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่ทำให้คนมีอาชีพและมีรายได้ ดังนั้น จึงจะแก้ปัญหานี้ โดยเบื้องต้นจะแบ่งวิทยาลัยการอาชีพออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกลำบากมากที่สุด กลุ่มปานกลาง และกลุ่มไม่ลำบาก ทั้งนี้ จะเร่งสนับสนุนทุกๆด้านแก่กลุ่มที่ลำบากก่อนโดยมีเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะต้องให้วิทยาลัยการอาชีพสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเชิญผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพมาประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรเรามีอัตราจ้างที่สามารถใช้งบประมาณของเราเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องของความต้องการ                                                 ( ปรับปรุงจากข่าวไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม  2553) การระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพ ทำให้ได้ประเด็นสำคัญสำหรับจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาวิทยาลัยการอาชีพ ยกเว้นข้อใด

128

ข้อที่ 128/150
คำถาม :

ผลการจัดอันดับสมรรถนะการศึกษา 57 ประเทศ โดยใช้ดัชนี IMD ประเทศไทยได้อันดับ 47 และ 43 ในปี พ.ศ.2552 และ 2551 ตามลำดับ ดัชนีที่ส่งผลให้ได้อันดับต่ำ เช่น โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ จึงมีแนวทางพัฒนาสมรรถนะการศึกษา ยกเว้นข้อใด

129

ข้อที่ 129/150
คำถาม :

ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ให้ความสำคัญเรื่องใดน้อยที่สุด

130

ข้อที่ 130/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่วิธีการของการจัดการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

131

ข้อที่ 131/150
คำถาม :

แนวทางใดเหมาะสมน้อยที่สุดในการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคมได้อย่างกว้างขวางครอบคลุม

132

ข้อที่ 132/150
คำถาม :

องค์การยูเนสโกมีวาระในการพัฒนา “การศึกษาเพื่อปวงชน” เพื่อขจัดปัญหาและความท้าทายในสังคมต่างๆ ยกเว้นข้อใด

133

ข้อที่ 133/150
คำถาม :

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านการศึกษาเป็นระบบสนับสนุนการดำเนินการด้านการศึกษาของประเทศในรูปแบบข้อมูลต่างๆ ยกเว้นข้อมูลใด

134

ข้อที่ 134/150
คำถาม :

การสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมอย่างมีคุณภาพตามแนวปฏิรูปการศึกษานั้น ต้องให้โอกาสสำหรับ เด็กด้อยโอกาสด้วย ยกเว้นข้อใด

135

ข้อที่ 135/150
คำถาม :

มีคำกล่าวว่า “การจัดการศึกษาที่ดีไม่สามารถจัดเป็นแบบเหมาโหลได้” ท่านคิดว่าข้อใดจะเป็นการจัดการศึกษาที่ดี

136

ข้อที่ 136/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่รูปแบบการสอนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

137

ข้อที่ 137/150
คำถาม :

ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

138

ข้อที่ 138/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 138 – 140 ...การเรียนการสอนศิลปะที่เน้นกระบวนการ ช่วยให้เด็กๆเกิดพัฒนาการในหลายๆด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย ความคิด และจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นมิติสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานความเข้าใจ ทางด้านคณิตศาสตร์ หรือการฝึกทักษะมือ ตา ใจ สัมพันธ์ การรับรู้ที่ละเอียดอ่อนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจทางด้านมโนภาพ และการรับรู้ความงามต่างๆ จากสรรพสิ่งรอบตัวไปจนถึงการเข้าถึงคุณค่าของสิ่งรอบตัว คุณธรรมและการกระตุ้นฉันทะในการทำงาน ความมีวิริยะอุตสาหะ และมีสมาธิจดจ่อในการทำงาน จนเด็กๆ สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้ฝึกรับรู้เงื่อนไขและค้นหาวิธีการใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาต่างๆในการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่น รู้จักวางแผนจัดการจนสามารถสร้างความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีแก่ตนเองในการทำงานอื่นๆ ในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพต่อไป และที่สำคัญกระบวนการทำงานศิลปะยังมีส่วนช่วยขัดเกลาจิตใจ สร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีงามในการดำรงจนให้เป็นประโยชน์ รู้ว่าตนเองเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน ช่วยเหลือผู้อื่นเป็น ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ตลอดจนถึงการรู้จักดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากร...อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการดังกล่าว ต้องอาศัยการทดลอง การสังเกต และการถอดองค์ความรู้ต่างๆ ของครูในการทำความเข้าในกับตนเองและผู้เรียน...                                                                                     ปรับปรุงจาก “More Than Art มากกว่าศิลปะ”  ในหนังสือหลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไท เล่ม ๔ (เผ่ง เซ่งกิ่ง และคณะ, ๒๕๕๓) การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงคุณค่าของสิ่งรอบตัวและมีคุณธรรม ควรมีวิธีการ ยกเว้น ข้อใด

139

ข้อที่ 139/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 138 – 140   ...การเรียนการสอนศิลปะที่เน้นกระบวนการ ช่วยให้เด็กๆเกิดพัฒนาการในหลายๆด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย ความคิด และจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นมิติสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานความเข้าใจ ทางด้านคณิตศาสตร์ หรือการฝึกทักษะมือ ตา ใจ สัมพันธ์ การรับรู้ที่ละเอียดอ่อนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจทางด้านมโนภาพ และการรับรู้ความงามต่างๆ จากสรรพสิ่งรอบตัวไปจนถึงการเข้าถึงคุณค่าของสิ่งรอบตัว คุณธรรมและการกระตุ้นฉันทะในการทำงาน ความมีวิริยะอุตสาหะ และมีสมาธิจดจ่อในการทำงาน จนเด็กๆ สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้ฝึกรับรู้เงื่อนไขและค้นหาวิธีการใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาต่างๆในการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่น รู้จักวางแผนจัดการจนสามารถสร้างความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีแก่ตนเองในการทำงานอื่นๆ ในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพต่อไป และที่สำคัญกระบวนการทำงานศิลปะยังมีส่วนช่วยขัดเกลาจิตใจ สร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีงามในการดำรงจนให้เป็นประโยชน์ รู้ว่าตนเองเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน ช่วยเหลือผู้อื่นเป็น ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ตลอดจนถึงการรู้จักดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากร...อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการดังกล่าว ต้องอาศัยการทดลอง การสังเกต และการถอดองค์ความรู้ต่างๆ ของครูในการทำความเข้าในกับตนเองและผู้เรียน...    ปรับปรุงจาก “More Than Art มากกว่าศิลปะ”  ในหนังสือหลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไท เล่ม ๔ (เผ่ง เซ่งกิ่ง และคณะ, ๒๕๕๓) เป้าหมายหลักในการจัดการเรียนการสอนศิลปะที่เน้นกระบวนการดังกล่าวข้างต้นคือข้อใด

140

ข้อที่ 140/150
คำถาม :

อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามในข้อ 138 – 140   ...การเรียนการสอนศิลปะที่เน้นกระบวนการ ช่วยให้เด็กๆเกิดพัฒนาการในหลายๆด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย ความคิด และจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นมิติสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานความเข้าใจ ทางด้านคณิตศาสตร์ หรือการฝึกทักษะมือ ตา ใจ สัมพันธ์ การรับรู้ที่ละเอียดอ่อนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจทางด้านมโนภาพ และการรับรู้ความงามต่างๆ จากสรรพสิ่งรอบตัวไปจนถึงการเข้าถึงคุณค่าของสิ่งรอบตัว คุณธรรมและการกระตุ้นฉันทะในการทำงาน ความมีวิริยะอุตสาหะ และมีสมาธิจดจ่อในการทำงาน จนเด็กๆ สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้ฝึกรับรู้เงื่อนไขและค้นหาวิธีการใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาต่างๆในการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่น รู้จักวางแผนจัดการจนสามารถสร้างความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีแก่ตนเองในการทำงานอื่นๆ ในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพต่อไป และที่สำคัญกระบวนการทำงานศิลปะยังมีส่วนช่วยขัดเกลาจิตใจ สร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีงามในการดำรงจนให้เป็นประโยชน์ รู้ว่าตนเองเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน ช่วยเหลือผู้อื่นเป็น ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ตลอดจนถึงการรู้จักดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากร...อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการดังกล่าว ต้องอาศัยการทดลอง การสังเกต และการถอดองค์ความรู้ต่างๆ ของครูในการทำความเข้าในกับตนเองและผู้เรียน...   ปรับปรุงจาก “More Than Art มากกว่าศิลปะ”  ในหนังสือหลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไท เล่ม ๔ (เผ่ง เซ่งกิ่ง และคณะ, ๒๕๕๓) เงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนศิลปะที่เน้นกระบวนการคือข้อใด

141

ข้อที่ 141/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                           ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch สถานการณ์ด้านเด็กในระดับประถมที่น่ากังวลห่วงใย และควรเร่งแก้ปัญหามากที่สุดของจังหวัด A ได้แก่ข้อใด

142

ข้อที่ 142/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ / VDO / VCD ของเด็กและเยาวชนของจังหวัด A สอดคล้องกับข้อใด

143

ข้อที่ 143/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch สถานการณ์เกี่ยวกับกลุ่มเด็กและเยาวชนระดับอาชีวศึกษาของจังหวัด A ในข้อใดที่มีแนวโน้มเป็นปัญหาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปัญหาอื่นๆ    

144

ข้อที่ 144/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch พฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมของนักเรียนระดับประถมศึกษา เป็นประเด็นปัญหาที่โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้อย่างไร

145

ข้อที่ 145/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch สถานการณ์การบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด (fast food) ในกลุ่มเด็กและเยาวชนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขในระดับสังคมอย่างไร

146

ข้อที่ 146/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch สถานการณ์ปัญหาที่น่ากังวลห่วงใยมากที่สุดสำหรับกลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาคือข้อใด

147

ข้อที่ 147/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความเครียดในกลุ่มเด็กและเยาวชน  

148

ข้อที่ 148/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A  
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch สถานการณ์ปัญหาที่น่ากังวลห่วงใยมากที่สุดสำหรับกลุ่มเยาวชนในระดับอาชีวศึกษาคือข้อใด

149

ข้อที่ 149/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch เหตุใดเด็กและเยาวชนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาจึงมีความต้องการอยากทำศัลยกรรมในระดับที่สูงกว่ากลุ่มอื่น

150

ข้อที่ 150/150
คำถาม :

ใช้ข้อมูลจากตารางตอบคำถามข้อ 141 – 150 ข้อมูลสภาวะการต้านสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชน ปี 49 – 50 ของจังหวัด A
สภาวะด้านสุขภาพอนามัย ค่าเฉลี่ยจังหวัด A ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ร้อยละของเด็กที่ทาน fast food เป็นประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 7.95 / 10.55 / 15.53 / 7.56 / 12.56 8.40 / 8.81 / 10.80 / 5.53 / 13.79
ร้อยละของเด็กประถมที่ทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ 39.44 43.64
ร้อยละของเด็กประถมที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 27.72 35.59
ร้อยละของเด็กดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 11.65 / 28.66 / 59.77 / 48.88 16.07 / 25.75 / 46.03 / 56.84
ร้อยละของเด็กสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำ (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 5.51 / 11.58 / 42.64 / 18.88 7.26 / 10.31 / 25.54 / 32.61
 ร้อยละของเด็กที่มีความคิดอยากทำศัลยกรรม (มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 14.38 / 21.68 / 28.15 / 28.25 16.52 / 20.81 / 22.65 / 26.49
ร้อยละของเด็กที่เครียดจนนอนไม่หลับ หรืออาเจียน (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 30.93 / 35.59 / 44.25 / 24.37 /54.19   30.49 / 32.67 / 39.92 / 29.67 / 51.82
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD  ประจำ (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 75.81 / 72.31 / 70.57 / 62.74 /67.75 74.96 / 73.57 / 67.82 / 66.67 / 58.14
ร้อยละของเด็กที่ดูโทรทัศน์ / VOD / VCD (นาที) (ประถม / มัธยมต้น / มัธยมปลาย / อาชีวะ / อุดม) 158.79/192.44/178.28/176.88/204.69 175.19/202.90/193.73/211.29/184.30
                                                          ที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนรายจังหวัดในโครงการ Child Watch ข้อมูลสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนของจังหวัด A สะท้อนให้เห็นข้อสรุปอย่างไร

ระบบกำลังประมวลผล

  • ข้อปัจจุบัน
  • ข้อที่ทำแล้ว
  • ข้อที่ยังไม่ได้ทำ
  • ข้อที่ยังไม่ได้เปิด

กรุณาเลือกคำตอบ ก่อนกดปุ่มข้อถัดไป

ข้อแนะนำ : ท่านสามารถดูเฉลยของข้อสอบแต่ละข้อได้ เมื่อทำข้อสอบเสร็จและส่งข้อสอบแล้ว

ข้อความ..

ข้อความเตือน..

ส่งข้อสอบให้เพื่อน..


คลังข้อสอบข้อสอบรวมข้อสอบข้อสอบพร้อมเฉลยtu getเลขคณิตคณิตศาสตร์วิทย์วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เคมีชีวะชีววิทยาสุขศึกษาพละพลศึกษาสังคมสังคมศึกษาวิทย์ทั่วไปข้อสอบวัดระดับศิลปะการงานการงานอาชีพเทคโนโลยีภาษาจีนภาษาญี่ปุ่นภาษาอังกฤษpatgatข้อสอบ reading writinglistening ข้อสอบโอเน็ตข้อสอบ Onetเซลล์แรงปริมาตรดาราศาสตร์ห่วงโซ่อาหารการสืบพันธุ์พืชการลำเลียงจำนวนเต็มครนหรมคูณร่วมน้อยหารร่วมมากบวก ลบ คูณ หารตัวสะกดภาษาไทยคำควบกล้ำเก็งข้อสอบติวสอบแบบฝึกหัดเฉลยกฏหมายดนตรีดนตรีไทยดนตรีสากลเพลงเพลงชาติพุทธประวัติศาสนาคำศัพท์ข้อสอบปฐมวัยข้อสอบอนุบาลโตไปไม่โกงคณิตเบื้องต้นcu tepสอบเข้า ม.1รับตรง58สอบตรง58รับตรง59สอบตรง59clearing house เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ONETGAT PATติวติวGATเชื่อมโยงภาษาญี่ปุ่นความถนัดภาษาจีนเกษตรข้อสอบคลังข้อสอบadmissionsแอดมิชชั่นรับตรงโควต้าสอบตรงวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์สังคมภาษาไทยกลอนติวเข้มสอบเข้าสอบเข้า เตรียมสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลสอบเข้าสวนกุหลาบ 
#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน